วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

จีดีพีจีนโตแรง 5% การผลิต-ส่งออกช่วยอุ้ม ชดเชยผลกระทบสงคราม

จีดีพีจีนโตแรง 5% การผลิต-ส่งออกช่วยอุ้ม ชดเชยผลกระทบสงคราม

วันนี้ (16 เม.ย. 69) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวได้ 5% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสก่อนหน้า และยังสูงกว่าที่ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ส คาดการณ์ไว้ที่ 4.8% สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี

ซีเอ็นบีซี ระบุว่า เศรษฐกิจจีนที่ดีขึ้นกว่าคาดในไตรมาสแรก ได้แรงหนุนจากภาค "การส่งออก" ที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังซบเซา แม้ว่าภาวะช็อกด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านจะบดบังแนวโน้มการเติบโต และคุกคามอุปสงค์ทั่วโลกก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ทางการปักกิ่งได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีในปี 2569 นี้ลงมาอยู่ในช่วง 4.5-5% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 สะท้อนการยอมรับโดยนัยถึงการชะลอตัวของอุปสงค์ และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐที่ยังคงอยู่

“เราควรตระหนักว่าสภาพแวดล้อมภายนอกกำลังมีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น” สำนักงานสถิติฯ ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเตือนถึง "ความไม่สมดุล" ที่รุนแรงระหว่าง “อุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ”  

บริโภคชะลอตัว การผลิต-ส่งออก อุ้มเศรษฐกิจ

นอกจากจีดีพีแล้ว "การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร" ในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ปรับเพิ่มขึ้น 1.7% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขยายตัวน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.9% โดยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 11.2%

สำหรับ "ยอดค้าปลีก" ในเดือนมีนาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัวได้ 2.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ได้แรงหนุนจากช่วงเทศกาลตรุษจีน และยังต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.3% 

ขณะที่ "ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม" เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.5% แต่ชะลอตัวลงมาเล็กน้อยเมื่เทียบกับการขยายตัว 6.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ แต่หากเทียบเป็นรายไตรมาสขยายตัว 6.1% เมื่อเทียบรายปี สูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้วซึ่งขยายตัวได้เพียง 2.4% ตอกย้ำว่า "ภาคการผลิตยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีน" แม้การบริโภคยังคงซบเซาอยู่ก็ตาม

เทียนเฉิน สวี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก EIU ระบุว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี 2569 ช่วยลดความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเร่งใช้นโยบายการคลังหรือผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยจุดเน้นของนโยบายปักกิ่งได้เปลี่ยนไปสู่ "การสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนให้ยั่งยืนมากขึ้น" พร้อมเสริมว่าการเติบโตของจีนยังคงเอนเอียงไปทาง "ภาคการส่งออก” เป็นหลัก

จากข้อมูลของ EIU พบว่า ในไตรมาสแรกนี้ การส่งออกของจีนบนฐานดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 14.7% จากปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราเร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวเริ่มชะงักลงท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสูง จีนมีความเปราะบางต่อภาวะช็อกด้านน้ำมัน ซึ่งขณะนี้เริ่มฉุดการค้า เพิ่มต้นทุนโรงงาน และทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 มืดมนลง

ในเดือนมีนาคม อัตราการเติบโตของ "ส่งออก" จีนชะลอตัวลงอย่างรุนแรงเหลือ 2.5% จากที่โตได้ถึง 21.8% ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หลังสงครามอิหร่านดันต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์สูงขึ้น และกดดันอุปสงค์ทั่วโลก

สำหรับราคาหน้าโรงงานของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคมเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ส่งสัญญาณว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นเริ่มซึมผ่านเข้าสู่ภาคการผลิต และคุกคามอัตรากำไรของภาคธุรกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว


ที่มา: CNBC