ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน ‘ไทย’ สงครามอิหร่านสะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน และ 2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรง ทำหลายความหวัง GDP ฟื้น โจทย์ใหญ่รัฐบาลหาทางออกที่มีจำกัด
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายสินทรัพย์ประเทศไทย เนื่องจากความกังวลเรื่องวิกฤติพลังงาน ซึ่งกำลังบั่นทอนความหวังในการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจไทย” ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความล่าช้าในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้น
รายงานระบุว่า สถานการณ์ของไทยในตอนนี้ถือว่า “หนักกว่า” ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัว โดยหนี้สาธารณะพุ่งสูงจนใกล้จะชนเพดานที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 70% ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเองก็ตกอยู่ในภาวะเงินฝืดมาก่อนที่จะเกิดสงคราม
วิกฤตินี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี เพราะก่อนหน้านี้เริ่มมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยอย่างคึกคักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรก ฉุดเงินไหลออก
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาซื้อหุ้นไทยสูงถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างขาดลอยของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง และจะเกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ทุกคนรอคอยมานาน
แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.ความเชื่อมั่นนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติพากันถอนทุนคืน โดยในเดือนมี.ค.มีการเทขายหุ้นไทยออกไปสุทธิ 823 ล้านดอลลาร์ ราว 3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็มีเงินไหลออกอีก 705 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการไหลออกของเงินทุนรวมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2567
การประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนนี้ ช่วยสร้างความหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลาย ส่งผลให้หุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ทว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง เพราะตระหนักดีว่าเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงหากราคาน้ำมันยังคงค้างอยู่ในระดับที่สูงแบบนี้ต่อไป
ดาเนียล ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Grasshopper Asset Management ให้ความเห็นว่า ตลาดอาจจะยังประเมินผลกระทบระยะยาวจากวิกฤติพลังงานต่ำเกินไป เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นจะไปกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น 2 เครื่องยนต์หลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในขณะนี้
ทางด้าน Khoi Vu นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ระบุว่า ทางธนาคารยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อหุ้นไทย โดยมองว่าแม้เสถียรภาพทางการเมืองจะเริ่มดูดีขึ้นก่อนหน้านี้ แต่การเกิดภาวะ "ช็อก" จากวิกฤติพลังงานได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่เข้ามาขัดขวางการเติบโตในระยะสั้น
วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน
เมื่อสถานการณ์การหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างออกมาเตือนว่า ประเทศไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง เนื่องจากเครื่องมือหรือนโยบายที่จะนำมาใช้แก้ปัญหานั้นเริ่มมีตัวเลือกน้อยลงทุกที
สิ่งที่ทำให้ไทยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าน้ำมันรถเท่านั้น แต่เป็นเพราะโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติ” มากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งหมดในแต่ละปี ที่สำคัญคือไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาผลิตไฟ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศผันผวนตามราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โจทย์ใหญ่ของไทยในตอนนี้คือเศรษฐกิจเติบโตช้า โดยปีที่แล้วขยายตัวเพียง 2.4% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
ในขณะเดียวกัน "เงินเฟ้อ" ก็ลดลงต่อเนื่องกันถึง 12 เดือน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าภาวะเงินฝืดหรือการจับจ่ายที่ซบเซา สถานการณ์นี้บีบให้ธนาคารกลางต้องตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยลงตั้งแต่เดือนก.พ. ตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม
ข้อมูลจากหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของรัฐระบุว่า ทุกๆ 1 บาท ที่ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น จะฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงถึง 0.2%
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไทยยังลังเลและไม่กล้าที่จะควักเงินงบประมาณออกมาอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มเติมในตอนนี้
สงครามครั้งนี้ทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้อาจพุ่งสูงถึง 3.5% ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสงคราม แต่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เงินเฟ้อเคยติดลบอยู่ที่ 0.54%
เงินบาทไทยอ่อนค่าลงประมาณ 2.8% นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุขึ้น แม้ว่าจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้วหลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน
นักวิเคราะห์มองว่า แม้สกุลเงินคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเปโซของฟิลิปปินส์ และรูเปียห์ของอินโดนีเซียจะอ่อนค่าลงอย่างมากจนทำลายสถิติ แต่ประเทศไทยยังมี "กันชน" ที่ดีกว่า เพราะในปี 2568 ที่ผ่านมา เงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นถึง 9% ทำให้ไทยยังมีพื้นที่รองรับหากค่าเงินจะอ่อนตัวลงอีกหลังจากนี้
ไทยต้องเลือก เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ
แกรี่ ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Allspring Global Investments ในสิงคโปร์ มองว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ในการตัดสินใจวางนโยบายเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีผลกระทบตามมาทั้งสิ้น”
“ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทางเลือกน้อยมาก หากจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมสถานการณ์ก็กลัวจะไปขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือมีพื้นที่เพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก สถานการณ์นี้จึงบีบให้ภาพรวมของนโยบายการเงินไทยยังต้องเข้มงวดโดยปริยาย”
ณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ ผู้จัดการการลงทุนจาก บลจ. อาเบอร์ดีน วิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย ดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง นอกจากนี้ยังทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในอนาคต
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกลำดับความสำคัญในการแทรกแซงเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ตัดประเด็นเรื่องการอุดหนุนราคาน้ำมันออกไปแล้ว แต่เลือกที่จะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าเอาไว้ให้คงที่ เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนในช่วงฤดูร้อน
ความกังวลด้านการคลังเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70% เข้าไปทุกที ทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจต้องขยายเพดานหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีแผนที่จะปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว
ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยยอมรับตามตรงว่า ในขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องมือหรือกลไกทางการเงินที่จำกัดมากในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น
ณัฐนนท์ มองว่า “หากผลกระทบจากวิกฤตินี้ยังคงลากยาวเกินเดือนเม.ย.ไปอีก มันจะไม่ใช่แค่ข่าวที่คนกังวลกันไปเองแล้ว แต่มันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “
อ้างอิง Reuters





