วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ไปต่อไม่ไหว! 7-Eleven เตรียมปิดร้านในอเมริกาเหนือ 645 แห่งปีนี้

7-Eleven เตรียมปิดร้านในตลาดอเมริกาเหนือ 645 แห่งในปีงบการเงิน2569 มากกว่า 205 แห่งที่เคยคาดการณ์ว่าจะเปิดในช่วงเวลาเดียวกัน หลังจากปัญหาราคาน้ำมันแพง ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับต้นทุนด้านการขนส่งเพิ่มขึ้นจากปัญหาเดียวกัน

KEY POINTS

  • เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ บริษัทแม่ของ 7-Eleven ประกาศแผนปิดสาขาในทวีปอเมริกาเหนือจำนวน 645 แห่งภายในปีนี้
  • สาเหตุหลักมาจากการที่บางสาขามีผลประกอบการต่ำกว่าเป้า ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
  • การปิดสาขาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อร้านค้าในสหรัฐและแคนาดา แต่บริษัทยังไม่เปิดเผยรายชื่อสาขาที่จะถูกปิด

Seven & i Holdings Co  บริษัทแม่ของ7-Eleven  เครือข่ายร้านสะดวกซื้อชั้นนำของโลก ระบุว่า การปิดร้านในอเมริกาเหนือครั้งนี้ ครอบคลุมถึงร้านที่ถูกแปลงเป็นคลังเชื้อเพลิงขายส่ง

ข้อมูลในเอกสารทางการเงิน แสดงให้เห็นว่า  7-Eleven Inc. ได้เปิดคลังเชื้อเพลิงขายส่งในตลาดอเมริกาเหนือในช่วงไม่กี่ปีมานี้อย่างต่อเนื่อง นับจนถึงเดือนธ.ค.ปี 2568 มีจำนวนกว่า 900 แห่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่บริหาร 7-Eleven ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปิดร้าน หรือระบุว่ามีร้านค้าที่ใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ 
 

ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัท ระบุว่า  7-Eleven มีร้านในประเทศต่างๆ 19 ประเทศจำนวนกว่า 86,000 แห่ง โดย  7-Eleven Inc. บริษัทที่บริหาร  7-Elevenในภูมิภาคอเมริกาเหนือตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส ดูแลร้านค้าต่างๆจำนวนกว่า 13,000 แห่งทั้งในสหรัฐและในแคนาดา

ช่วงหลายปีมานี้ ยักษ์ใหญ่เครือข่ายร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ปิดร้านค้าที่มีผลประกอบการต่ำกว่าเป้าไปหลายร้อยแห่ง และการปิดร้านครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นในช่วงที่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นบั่นทอนความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ประกอบกับการทำสงครามกับอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลก็สร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดพลังงาน ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
 

บรรดาผู้บริโภคเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อมาตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม โดยเฉพาะตลาดอเมริกาเหนือ ที่ Seven & i ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ว่า แม้เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่การบริโภคส่วนบุคคลเริ่มลดลงในปีวบการเงิน 2568 โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อยังคงกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค