เอซีไอ ระบุว่า ตอนนี้สมาชิกของเอซีไอในยุโรป มีความวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำหรับเครื่องบินโดยสารว่าจะมีเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงฤดูท่องเที่ยวฤดูร้อน
พร้อมทั้งเตือนว่า บรรดาสนามบินขนาดเล็กมีความเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหานี้มากกว่าสนามบินขนาดใหญ่
โอลิเวียร์ ยานโคเวค ผู้อำนวยการทั่วไปของเอซีไอ ยุโรป ระบุในจดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมาธิการยุโรปด้านพลังงานและการท่องเที่ยว ว่า "ปริมาณน้ำมันเครื่องบินเจ็ทที่ลดลงเรื่อยๆจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสนามบินและความสามารถในการเชื่อมต่อทางอากาศอย่างรุนแรง ประกอบกับความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆรวมทั้งในยุโรปเอง หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่เปิดดำเนินการตามปกติภายใน 3 สัปดาห์ข้างหน้า ยุโรปจะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินอย่างเป็นระบบอย่างแท้จริง"
ขณะนี้ สายการบินหลายแห่งทั่วโลกพากันลดเที่ยวบินและขึ้นค่าตั๋วโดยสารเพราะกังวลว่าจะขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเบนช์มาร์คในยุโรป ปรับตัวสูงขึ้นตลอดกาล เมื่อสัดาห์ที่แล้วอยู่ที่ 1,387 ปอนด์ (1,838 ดอลลาร์)ต่อตัน เทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามสหรัฐ-อิหร่านซึ่งอยู่ที่ 831 ดอลลาร์ต่อตัน
ส่วนสายการบินรายใหญ่ที่เริ่มใช้มาตรการรับมือปัญหานี้แล้วมีไรอันแอร์ ยกเลิกเที่ยวบิน 1,000 เที่ยวในเดือนเม.ย. และอาจลดความจุเที่ยวบินตลอดช่วงฤดูร้อน
สายการบินลุฟต์ฮันซา ตั้งทีมงานรับมือวิกฤต พร้อมทั้งพิจารณาให้เครื่องบินบางลำงดให้บริการ เช่นเดียวกับสายการบินเดลตา แอร์ไลน์ ของสหรัฐ ลดให้บริการเที่ยวบิน 3.5% แอลโอที โพลิช แอร์ไลน์ และแอร์ นิวซีแลนด์ ยกเลิกเส้นทางไม่ทำกำไรและขึ้นราคาตั๋วโดยสาร
เอซีไอ ยุโรป ระบุด้วยว่า การเชื่อมต่อทางอากาศสร้างมูลค่า 851,000 ล้านยูโร ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ในยุโรปและสร้างงานถึง 14 ล้านตำแหน่ง การชะงักงันของการท่องเที่ยวฤดูร้อนจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคที่ถูกกดดันจากปัญหาราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว
ยานโคเวค เรียกร้องให้อียูเข้ามาแทรกแทรงปัญหานี้ โดยระบุว่า การพึ่งพาอำนาจทางตลาดและการปรับตัวเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางเลือกที่เพียงพอ พร้อมทั้งวิจารณ์ว่า อียู ยังขาดการประเมินสถานการณ์อย่างครอบคลุม และไม่มีการจับตาความเคลื่อนไหวด้านการผลิตและจัดทำปริมาณน้ำมันเครื่องบินสำรองที่เพียงพอ
จดหมายฉบับนี้ ที่ส่งถึงคณะกรรมาธิการยุโรปฝ่ายพลังงานและการท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ยังระบุว่า วิกฤติด้านพลังงานครั้งนี้ ควรเป็นโอกาสให้ยุโรปเอาจริงเอาจังกับนโยบายสนับสนุนการผลิตและใช้น้ำมันเครื่องบินอย่างยั่งยืน เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะกลางและระยะยาว
ยานโคเวค ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา สนามบินที่มีผู้โดยสารไม่ถึง 1 ล้านคนต่อปีก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดอยู่แล้ว โดยที่ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากปัญหาขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นขณะนี้อาจทำให้สนามบินต่างๆมีความเปราะบางมากขึ้นและคุกคามชุมชนท้องถิ่น และส่งผลกระทบต่อยุโรปโดยรวม





