ในอดีต การมีเงินก้อนหลักล้านอาจทำให้เรานอนหลับฝันดีถึง “ชีวิตหลังเกษียณ” ที่สุขสบาย แต่จากสถานการณ์ล่าสุดในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้ชื่อว่ามีระบบบำนาญดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า "มาตรฐานความสุข" กำลังถูกเขย่าด้วยวิกฤติค่าครองชีพที่ทุกอย่างแพงขึ้น
เงินเก็บที่แนะนำสำหรับคนออสเตรเลียวัยเกษียณที่มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากแรงกดดันจากค่าครองชีพที่เข้าไปซ้ำเติมยอดเงินในบัญชีบำนาญให้ตึงตัวยิ่งขึ้น
รายงานล่าสุดจากสมาคมกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งออสเตรเลีย (ASFA) ระบุว่า คนที่จะเกษียณตอนอายุ 67 ปี ในกรณีที่มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ต้องใช้เงินสูงขึ้นกว่าเดิมมากเพื่อให้มีชีวิตที่ “สุขสบาย” ซึ่งตัวเลขเงินเกษียณปรับตัวสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ตอนนี้ เกณฑ์เงินออมเพื่อการเกษียณพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
- คนโสดต้องมีเงินเก็บประมาณ 630,000 ดอลลาร์ หรือราว 20 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 595,000 ดอลลาร์
- คู่สมรส ต้องมีเงินเก็บรวมกันอย่างน้อย 730,000 ดอลลาร์ หรือราว 18 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจาก 690,000 ดอลลาร์
ส่วนการเกษียณแบบ "พอเพียง" หรือเน้นแค่ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ก็ต้องใช้เงินก้อนเพิ่มขึ้นอีก 110,000 ดอลลาร์ หรือ 2.7 ล้านบาทสำหรับคนโสด และ 120,000 ดอลลาร์ หรือ 3 ล้านบาทสำหรับคู่สมรส
แต่หากต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบ "สุขสบาย" ผลสำรวจพบว่า
- คู่รักต้องใช้เงินเฉลี่ย 77,375 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 1.9 ล้านบาทต่อปี
- คนโสดต้องใช้เงินเฉลี่ย 54,840 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 1.3 ล้านบาทต่อปี
เรื่องที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียสะท้อนว่า หลังจากนี้แผนการเกษียณแบบ "ตั้งรับ" คือการคำนวณเงินก้อนเดียวแล้วจบใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเงินก้อนเดิมซื้อความสุขและคุณภาพชีวิตได้น้อยลงทุกปี
ทำไมเงินบำนาญ ‘แพ้’ เงินเฟ้อ?
หัวใจสำคัญของปัญหาคือ “เงินบำนาญจากรัฐ” ปรับตัวไม่ทันเงินเฟ้อในโลกความเป็นจริง แม้รัฐจะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นตามตัวเลขเงินเฟ้อภาพรวม แต่สินค้าที่ผู้เกษียณต้องใช้จริง เช่น อาหารสด พลังงาน และค่าหมอ กลับแพงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ามาก
แมรี เดลาฮันตี CEO ของ ASFA อธิบายว่า เมื่อของแพงขึ้นแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ผู้เกษียณจึงต้องควักเงินออมส่วนตัวมาใช้มากขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตเดิมเอาไว้
นอกจากนี้อย่าลืมว่าสินค้าและบริการกลุ่มที่ผู้เกษียณจำเป็นต้องใช้บ่อย เช่น ค่าหมอ ค่ายา หรืออาหารบางประเภทพุ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป แม้รัฐบาลจะมีการปรับเงินบำนาญตามดัชนีบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้ภาระตกไปอยู่ที่เงินออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนบุคคล
หนึ่งในตัวเลขที่คนส่วนใหญ่มักลืมนึกถึง นั้นคือ "อัตราเงินเฟ้อ" แม้ค่าเฉลี่ยตลอดหลายสิบปีจะอยู่ที่ราว 3% แต่นั่นเป็นเพียงค่าสถิติ เพราะในโลกความจริง บางช่วงเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงไปถึงเลขสองหลัก หรือบางช่วงก็อาจจะต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ อาจทำให้มูลค่าหายไป
เรื่องนี้หมายความว่า เป้าหมายเดิมที่คุณตั้งไว้อาจต่ำเกินไป ของที่เคยราคา 1,000 ดอลลาร์ในปี 2011 จะกลายเป็น 2,000 ดอลลาร์ในปี 2036 ต่อให้คุณเกษียณด้วยเงินที่ดูเยอะ เช่น 2 ล้านดอลลาร์ แต่เงินจำนวนนี้ก็จะค่อยๆ มีอำนาจการซื้อลดลงไปเรื่อยๆ ตลอดช่วงอายุที่เหลือของคุณ
เตรียมตัวรับมืออย่างไรดี?
แต่ทว่า เงินเฟ้อไม่ได้น่ากลัวกว่าที่คุณคิด และจะไม่ทำให้คุณล้มละลายถ้าคุณมีการเตรียมพร้อม 4 วิธีคือ
- ออมให้หนักขึ้น: พยายามเพิ่มเป้าหมายเงินออมให้มากขึ้น หรือถ้าเป็นไปได้ก็ให้เพิ่มเป็นสองเท่าจากที่เคยตั้งไว้
- เกษียณช้าลงนิด: การเลื่อนเกษียณออกไป 2-3 ปี ช่วยให้เงินลงทุนงอกเงยได้นานขึ้น และลดจำนวนปีที่คุณต้องควักเงินเก็บออกมาใช้
- รอรับเงินประกันสังคมตอนอายุ 70: การรอไปจนถึงอายุ 70 ปี จะทำให้คุณได้รับเงินบำนาญต่อเดือนในอัตราที่สูงที่สุด และยังได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการปรับเพิ่มเงินตามค่าครองชีพในแต่ละปีด้วย
- ลงทุนในหุ้นปันผล: เลือกหุ้นของบริษัทที่กำไรโตต่อเนื่องและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เพราะปันผลมักจะเพิ่มขึ้นตามหรือสูงกว่าเงินเฟ้อ หากไม่ถนัดเลือกหุ้นเอง การซื้อกองทุน ETF ที่เน้นหุ้นปันผลก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก
หัวใจสำคัญคือการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยต้องคำนวณ "เงินเฟ้อ" เข้าไปในแผนเกษียณเสมอ
ออสเตรเลียมีระบบกองทุนบำนาญมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ และติดอันดับ 7 ของโลก แต่ผลสำรวจกลับพบว่าคนออสเตรเลียส่วนใหญ่ยัง "กลัว" ว่าจะเกษียณไม่รอด
ท่ามกลางข่าวร้าย ยังมีมุมบวกที่น่าสนใจ ASFA ชี้ให้เห็นว่าเงินในกองทุนเกษียณของชาวออสเตรเลียเติบโตขึ้นถึง 35% ในรอบ 3 ปี ขานรับตลาดหุ้นที่แข็งแกร่ง นี่คือบทเรียนสำคัญว่า การฝากเงินเฉยๆ ไม่ใช่คำตอบของการเกษียณอีกต่อไป แต่การนำเงินไป "ลงทุน" ในสินทรัพย์ที่เติบโตได้ คือเครื่องมือชิ้นเดียวที่จะช่วยหักล้างแรงกดดันจากเงินเฟ้อได้
‘เก็บเงิน’ เท่าไหร่ดี?
แอชลีย์ วีคส์ จาก TD Wealth กล่าวว่า กฎเหล็กง่ายๆ คือคุณควรมีรายได้หลังเกษียณให้ได้ประมาณ 80% ของรายได้ก่อนเกษียณ แม้หลักการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนทำงานที่เริ่มวางแผน แต่เขาก็เตือนว่ามันเป็นเพียงตัวเลขภาพรวมที่อาจกว้างเกินไปสำหรับสถานการณ์จริงของแต่ละคน
สำหรับงบเกษียณ ค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เกี่ยวกับงานจะหายไป เช่น ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารกลางวันนอกบ้าน หรือค่าชุดทำงาน แต่ค่าที่พักอาศัยและค่าน้ำค่าไฟมักจะเท่าเดิม สิ่งที่ต้องระวังคือค่าใช้จ่ายใหม่ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นมา เช่น งบสำหรับการท่องเที่ยว งานอดิเรก และความบันเทิงต่างๆ
วัฏจักรการใช้เงิน 3 ช่วงของการเกษียณ เพราะค่าใช้จ่ายยังเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของชีวิตด้วย
1. ช่วงต้น: ใช้เงินเยอะเพราะยังแข็งแรง มักเน้นท่องเที่ยวและทำตามความฝัน
2. ช่วงกลาง: ใช้เงินน้อยลง ชีวิตเริ่มช้าลงและอยู่กับที่มากขึ้น
3. ช่วงท้าย: ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งจากค่าดูแลสุขภาพและค่าบริบาลระยะยาว
สุดท้าย โจ คอนรอย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการเกษียณ และอธิบายว่า "คุณสามารถมีความสุขในวัยเกษียณได้ไม่ว่าจะมีเงินใช้เดือนละ 5,000 ดอลลาร์ หรือเดือนละ 50,000 ดอลลาร์ก็ตาม" สิ่งสำคัญคือคุณต้องประเมินให้ได้ว่า "ความเหมาะสม" สำหรับตัวคุณเองคือเท่าไหร่ และเงินเหล่านั้นจะมาจากแหล่งใด


