วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

จีนรับ ‘โอกาสทอง’ จากวิกฤติ น้ำมันแพง ‘ทำยอดขายอีวีบูม’

จีนรับ ‘โอกาสทอง’ จากวิกฤติ น้ำมันแพง ‘ทำยอดขายอีวีบูม’

ในสงครามตะวันออกกลาง ที่เขย่าน้ำมันจนแตะ 100 เหรียญ ไม่ได้เพียงทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น หากแต่เป็นแรงเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง ‘จีน’ ในฐานะผู้ผลิตที่พร้อมที่สุด อาจกลายเป็น ‘ผู้ได้ประโยชน์’ จากวิกฤติน้ำมันครั้งนี้

สงครามตะวันออกกลาง ที่กำลังเขย่าทั้งโลก แต่สำหรับ “จีน” แล้ว นี่อาจไม่ใช่ “วิกฤติ” หากแต่เป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์”

ด้วยราคาน้ำมันที่ยืนระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นี่ไม่ได้กระทบแค่ต้นทุนพลังงาน หากแต่กำลัง “เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค” ทั่วโลกอย่างเงียบ ๆ และสิ่งที่ตามมา คือ แรงเร่งครั้งใหญ่ของ “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า” (อีวี) ซึ่งมีจีนเป็นผู้นำ

วิกฤติพลังงาน ทำให้คน ‘คิดใหม่’ เรื่องรถยนต์

นักวิเคราะห์หลายคนมองตรงกันว่า ราคาน้ำมันแพง และความเสี่ยงขาดแคลนอุปทานพลังงาน กำลังผลักให้ผู้บริโภค “หันหลังให้รถน้ำมัน” เร็วกว่าที่คาด

เยล จาง กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา Automotive Foresight ในนครเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า “ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันเบนซินในบางประเทศ จะยิ่งเร่งให้การส่งออกรถอีวีของจีนเติบโตเร็วขึ้น”

“วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมอีวีจีน เช่นเดียวกับวิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่เคยเปิดทางให้รถยนต์ญี่ปุ่นแบบประหยัดพลังงานก้าวขึ้นมา” จางกล่าว

ก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอาจลังเลกับอีวี ด้วยเหตุผลคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นราคาซื้อเริ่มต้นที่ยังสูงกว่ารถน้ำมัน ความกังวลเรื่องระยะการวิ่ง สถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุมเท่า หรือความไม่แน่ใจเรื่องอายุแบตเตอรี่

แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง สงครามที่ดูเหมือนยืดเยื้อ ต้นทุนการใช้รถน้ำมัน ก็เริ่ม “เผยตัว” อย่างชัดเจนในชีวิตประจำวัน จากภาระค่าน้ำมันที่พุ่งสูง ไปจนถึงความไม่แน่นอนที่ผู้บริโภคไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ยุโรป หน่วยงาน Transport & Environment ประเมินว่า หากราคาน้ำมันยืนอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่า เจ้าของรถน้ำมันอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มรวมกันถึง 55,000 ล้านยูโรต่อปี หรือเฉลี่ยราว 220 ยูโรต่อคนต่อปี นี่ไม่ใช่ภาระเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ

เมื่อค่าน้ำมันกลายเป็นภาระที่ “มองเห็นได้ทุกวัน” ผู้บริโภคจึงเริ่มเปรียบเทียบต้นทุนของรถแบบเดิมกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ส่งผลให้แพลตฟอร์มขายรถในสหรัฐและยุโรปรายงานว่า ความสนใจต่อรถอีวี เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังสงครามเริ่มต้น เช่น Autotrader รายงานว่า คำถามหรือการสอบถามเกี่ยวกับการซื้อรถอีวีใหม่ “เพิ่มขึ้น 28%” และรถอีวีมือสอง “เพิ่มขึ้น 15%” นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น ขณะที่ Octopus Electric Vehicles ระบุว่า ความสนใจในการเช่ารถอีวี “เพิ่มขึ้น 36%”

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ วิกฤติน้ำมัน ไม่ได้แปลว่าคนจะรีบไปซื้อรถอีวีพร้อมกันในวันพรุ่งนี้ แต่กำลังเปลี่ยน “กรอบความคิด” ของผู้บริโภค จากเดิมที่อีวีถูกมองเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ กลับกลายเป็น “ทางเลือกเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน” ในชีวิตประจำวัน

ผู้ผลิตที่พร้อมที่สุดในตอนนี้ คือ ‘จีน’

ในช่วงจังหวะทองนี้ ค่ายใหญ่ของจีนไม่ได้มองต่างประเทศเป็นเพียงตลาดเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สมรภูมิหลัก” ของการเติบโต

เริ่มจาก BYD ผู้ผลิต EV รายใหญ่ที่สุดของโลกระบุว่า เป้าหมายยอดขายต่างประเทศปีนี้อาจขึ้นไปถึง 1.5 ล้านคัน จากที่เคยคาดไว้ 1.3 ล้านคันเมื่อต้นปี และเมื่อเทียบกับยอดขายต่างประเทศ 1.05 ล้านคันในปี 2025 ก็ถือว่าเป็นการเร่งตัวที่ชัดเจนมาก โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี ยอดขายในต่างประเทศของ BYD เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบรายปี เป็นกว่า 201,000 คัน แม้ว่ายอดขายรวมจะถูกกดดันจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนลงก็ตาม

ฝั่ง Geely ก็ขยับแรงไม่แพ้กัน โดยตั้งเป้าขายรถทั้งเครื่องยนต์สันดาปและอีวีในต่างประเทศ 640,000 คันในปีนี้ แต่ผู้บริหาร Geely ส่งสัญญาณว่า บริษัทมองไปถึงระดับ 750,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 78% จากปีก่อนหน้า พร้อมประกาศเป้าหมายชัดว่า ต้องการขึ้นเป็นอันดับ 1 ในมาเลเซีย และติดท็อป 3 ในอาเซียน

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายอื่นก็เร่งเกมเช่นกัน Leapmotor ตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศสูงถึง 150,000 คันในปีนี้ เพิ่มขึ้น 123% จากปีก่อน หลังยอดขายต่างประเทศปีที่แล้วโตเกือบ 400% สู่ระดับ 67,052 คัน จากความร่วมมือกับยักษ์ยานยนต์ยุโรป Stellantis

ส่วน Xpeng ก็ประกาศว่า จะเพิ่มยอดขายต่างประเทศเป็น 2 เท่าในปีนี้ พร้อมเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างน้อย 4 รุ่นในหลายประเทศ

โจเอล อิง นักวิเคราะห์ยานยนต์จาก Nomura มองว่า เป้าหมายของ BYD และ Geely ที่เผยออกมา ค่อนข้าง “อนุรักษ์นิยม

“แต่หากราคาน้ำมันยังคงปรับขึ้นต่อไป ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะทำยอดขายในต่างประเทศ ‘ทะลุเป้า’ ที่ตั้งไว้ในปี 2026” อิงให้มุมมอง

ซู เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์จาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้ม “ไม่กลับลงไปสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง” โดยราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ “ขึ้นแบบจรวด และร่วงลงแบบขนนก” คือ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ค่อย ๆ ปรับลงอย่างช้า ๆ

แนวโน้มดังกล่าวจะกลายเป็นแรงหนุนระยะยาวต่ออุตสาหกรรมอีวีของจีน โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ล่าสุด ในเดือนมีนาคม BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งมอบรถยนต์จำนวน 300,222 คันในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 57.9% จากเดือนกุมภาพันธ์

ด้าน Leapmotor รายงานยอดส่งมอบ 50,029 คัน เพิ่มขึ้น 78.3% เมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน ขณะที่ NIO รายงานยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 35,486 คันในเดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 70.6% จากเดือนกุมภาพันธ์

จุดแข็งจีน ไม่ใช่เพียงราคาถูก แต่คือ ‘ครบวงจร’

หลายคนอาจอธิบายความสำเร็จของอีวีจีนด้วยคำง่าย ๆ ว่า เพราะ “ขายถูก” แต่ในความเป็นจริง ความได้เปรียบของจีนลึกกว่านั้นมาก

ประการแรก จีนมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ วัตถุดิบ การประกอบรถ ไปจนถึงระบบซอฟต์แวร์และการผลิตในปริมาณมาก ทำให้จีนลดต้นทุนได้จริง และปรับตัวได้ไวเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น

ประการสอง จีนมี “ขนาด” ที่คู่แข่งจำนวนมากยังตามไม่ทัน เมื่ออุปสงค์เพิ่ม ผู้ผลิตจีนสามารถเร่งอุปทานส่งออกได้ทันที โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีน (China Association of Automobile Manufacturers) ระบุว่า จีนส่งออกรถพลังงานใหม่ราว 583,000 คันในช่วง 2 เดือนแรกของปี เพิ่มขึ้น 110% จากปีก่อนหน้า

ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA ระบุว่า จีนครองตลาดส่งออกรถ EV โลกประมาณ 40% แล้ว โดยมีการส่งออกเกือบ 1.25 ล้านคันในปี 2024

ประการที่สาม จีนมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ผู้บริโภคไวต่อราคา และได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันสูงพอสมควร จึงเป็นพื้นที่ที่อีวีจีนซึ่งมีราคาจับต้องได้ มีโอกาสเติบโตเร็ว

ในรายงาน HSBC Global Investment Research มองว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เป็นแรงหนุนต่อ EV และระบบกักเก็บพลังงาน และจีนอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดที่จะเก็บเกี่ยวดีมานด์ที่เปลี่ยนไปนี้ เพราะมีทั้งเทคโนโลยี ต้นทุน และความได้เปรียบเชิงระบบ

การเปลี่ยนผ่าน ไม่น่าเกิดขึ้นแบบฉับพลัน

แม้ภาพรวมจะเป็นบวกต่ออีวี แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยเตือนว่า ไม่ควรมองแบบง่ายเกินไปว่า ราคาน้ำมันสูงเพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ EV ทันทีทั่วโลก

ในสหรัฐ ตัวเลขจาก Cox Automotive ผู้ให้บริการข้อมูลเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก สะท้อนว่า ราคาขายเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 55,300 ดอลลาร์ ยังสูงกว่ารถที่ไม่ใช่อีวี ซึ่งอยู่ที่ 48,768 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่า แม้ต้นทุนการใช้งานระยะยาวจะประหยัดกว่า แต่ต้นทุนเริ่มต้น ยังอาจเป็นกำแพงสำหรับผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ความกังวลเรื่อง ระยะทางวิ่ง ความเชื่อมั่นในระบบซ่อมบำรุง และสภาพเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง หากเงินเฟ้อสูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งแรงกดดันเศรษฐกิจเหล่านี้อาจกระทบทั้งรถน้ำมันและรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกันได้

สเตฟเฟน มิชูสกี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก JATO Dynamics อธิบายภาพนี้ไว้ว่า ราคาน้ำมันสูงและความสนใจเรื่องความมั่นคงพลังงาน จะช่วยหนุนอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้าในระยะกลางจริง แต่ควรมองเป็น “แรงเร่งเพิ่มเติม” มากกว่าจะเป็นการเร่งตัวแบบพลิกทั้งตลาดในทันที

กล่าวให้ชัดคือ อีวีจะได้รับแรงหนุน แต่มีแนวโน้มเป็นการเปลี่ยนผ่านแบบ “ค่อย ๆ ชัดขึ้น” มากกว่ายอดขายพุ่งระเบิดทันทีในทุกประเทศ

ยุโรปและเอเชีย อาจ ‘เปลี่ยนเร็วกว่า’ อเมริกา

อีกประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบของวิกฤติน้ำมันต่ออีวี จะไม่เท่ากันทุกภูมิภาค โดยใน “ยุโรป” การพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากภายนอก และประสบการณ์จากวิกฤติพลังงานก่อนหน้านี้ ทำให้ประเด็นเรื่อง “ลดการพึ่งพาน้ำมัน” มีน้ำหนักทางนโยบายและทางสังคมสูงกว่า

ข้อมูลรายงานวิเคราะห์จากกลุ่ม Transport & Environment ระบุว่า รถ EV เกือบ 8 ล้านคันในสหภาพยุโรป จะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้ราว 46 ล้านบาร์เรลในปี 2025 เทียบเท่าการลดต้นทุนนำเข้าน้ำมันได้เกือบ 3 พันล้านยูโร และรายงานวิเคราะห์ดังกล่าวยังระบุว่า ผู้ใช้รถน้ำมัน มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงมากกว่าผู้ใช้ EV “ถึง 5 เท่า”

Aramisauto ผู้ขายรถยนต์มือสองออนไลน์รายใหญ่ของฝรั่งเศสระบุว่า สัดส่วนยอดขาย EV ของบริษัทในฝรั่งเศส พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 6.5% (สัปดาห์วันที่ 16 ก.พ.) เป็น 12.7% (สัปดาห์วันที่ 9 มี.ค.) ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้น

ในออสเตรเลีย ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งแรงในเดือนมีนาคม 2026 โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) มีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 14.6% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับสัดส่วน 7.5% ในช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลล่าสุดจาก VFACTS ที่เผยแพร่โดย Federal Chamber of Automotive Industries (FCAI)

ในสหราชอาณาจักร ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคม โดยแตะที่ 86,120 คัน ตามข้อมูลการจดทะเบียนที่เผยแพร่โดยสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ารถยนต์ (Society of Motor Manufacturers & Traders)

ในด้าน “เอเชีย” โดยเฉพาะเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ตลาดเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น เพราะได้รับทั้งแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันและแรงดึงดูดจากรถอีวีจีนที่มีราคาจับต้องได้มากกว่าแบรนด์ตะวันตก

ตามรายงานของสมาคมรถยนต์นั่งจีน (CPCA) ในเดือนมีนาคม ยอดขายส่งรถยนต์นั่งพลังงานใหม่ (NEV) ของจีน อยู่ที่ประมาณ 1.12 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 55% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่ใน “สหรัฐ” การเปลี่ยนผ่านอาจช้ากว่า เนื่องจากโครงสร้างตลาดรถยนต์แตกต่างกัน ความนิยมรถขนาดใหญ่ยังสูง เช่น รถกระบะและรถ SUV ขนาดใหญ่ ซึ่งการทำให้รถกลุ่มนี้เป็นไฟฟ้า 100% นั้นทำได้ยากกว่ารถเก๋งขนาดเล็ก เพราะต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดมหึมา เพื่อให้ได้ระยะทางวิ่งที่ไกลพอ ส่งผลให้ราคารถพุ่งสูงขึ้น จนผู้บริโภคทั่วไปอาจเอื้อมไม่ถึง

นอกจากนี้ การเปลี่ยนโรงงานผลิตเครื่องยนต์สันดาปเดิมให้เป็นโรงงานอีวีในสหรัฐ ต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ และยังประสบปัญหาเรื่องข้อตกลงกับสหภาพแรงงานที่กังวลว่า การผลิตอีวี ซึ่งใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถน้ำมัน จะทำให้เกิดการเลิกจ้างงาน

ขณะเดียวกัน ตลาดรถสหรัฐ กำลังปรับตัวจากมาตรการเครดิตภาษีอีวีของรัฐบาลกลางสหรัฐที่สิ้นสุดลงในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2025 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงในช่วงหลายเดือนหลังการเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ 6.3% ลดลง 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งระดับดังกล่าวถือว่าสะท้อน “อุปสงค์ที่แท้จริง” ของตลาดมากขึ้น เนื่องจากไม่ถูกบิดเบือนด้วยแรงจูงใจจากภาครัฐ

หากดูยอดขายรถยนต์ใหม่ (รถยนต์นั่งและรถกระบะขนาดเล็ก) ในสหรัฐ ได้ปรับตัวชะลอลงในเดือนมีนาคม 2026 โดยอยู่ที่อัตรายอดขายที่ 16.3 ล้านคัน ลดลง 8.7% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2025 ตามข้อมูลของสมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งชาติสหรัฐ (NADA)

ดังนั้น หากถามว่าผลของสงครามครั้งนี้จะสะท้อนต่อยอดขายอีวีที่ใดชัดที่สุด คำตอบอาจ “ไม่ใช่ทั่วโลกพร้อมกัน” แต่เป็นบางภูมิภาคอย่าง “ยุโรป และเอเชีย” จะเร่งเร็วกว่าภูมิภาคอื่น

ท้ายที่สุดแล้ว แม้สงครามอิหร่านอาจทำให้โลกจ่ายแพงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่กำลังกระตุ้นให้ผู้บริโภค นักลงทุน และรัฐบาลหลายประเทศ “คิดใหม่” เรื่องอนาคตของการเดินทางและพลังงาน

ยิ่งน้ำมันแพงนานขึ้นเท่าไร รถยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ก็ยิ่งดูสมเหตุสมผลมากขึ้น

“ถ้าราคาขึ้นแค่ครั้งเดียว ในช่วงที่เงินเฟ้อไม่สูง คนส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่า ‘เดี๋ยวก็กลับลงมา’ เลยไม่ได้กังวลมาก” ลอรี มายลีเวอร์ตา นักวิเคราะห์หลักและผู้ร่วมก่อตั้ง Centre for Research on Energy and Clean Air กล่าว

“แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง คนจะเริ่มรู้สึกว่า ‘หลอกฉันได้ครั้งเดียว อย่าคิดว่าจะหลอกได้อีก’ และเริ่มเข้าใจว่า ราคาพลังงานขึ้นลงไม่แน่นอน การใช้รถน้ำมันอยู่ ก็เท่ากับต้องรับความเสี่ยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ”


อ้างอิง: scmpcnbccnnsourcetvpscmpcbtpostevinbloomberg