AI พ่นพิษ Goldman Sachs เผยทำคนตกงานสุทธิเดือนละ 16,000 ตำแหน่ง ชี้ ทนาย-หมอ-ผจก.ก่อสร้างยังรุ่ง แต่เป็นฝันร้าย Gen Z ใช้ AI เก่งที่สุด กลับถูก AI แย่งงานมากที่สุดในตลาด เตือนต้องรีบปรับตัว
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล รายงานฉบับใหม่จากนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ได้ออกมาเตือนถึง "ด้านมืด" ของผลิตภาพที่พุ่งสูงขึ้น ว่าต้องแลกมาด้วยความเปราะบางของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่ม "Gen Z" ที่พบว่าช่องว่างการว่างงานและค่าจ้างกำลังกว้างขึ้น
ผลการศึกษาล่าสุดจากนักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานสหรัฐอย่างชัดเจน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา AI ทำให้งานหายไปสุทธิเฉลี่ยถึง 16,000 ตำแหน่งต่อเดือน ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และพนักงานระดับเริ่มต้น
หากเจาะลึกตัวเลขจาก Goldman Sachs จะพบว่าในแต่ละเดือนมีงานที่ถูก AI เข้ามาแทนที่ประมาณ 25,000 ตำแหน่ง
แต่ขณะเดียวกัน AI ก็ช่วยให้เกิดการจ้างงานเพิ่มหรือขยายขอบเขตงานประมาณ 9,000 ตำแหน่ง เมื่อหักลบกันแล้วจึงเหลือตัวเลขงานที่หายไปสุทธิ 16,000 ตำแหน่งต่อเดือน
เอลซี เพง นักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลรายงานฉบับนี้ พยายามแยกแยะผลกระทบของ AI ออกเป็นสองด้าน คือ 1. การเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง และ 2. การช่วยส่งริมประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งอาจนำไปสู่การจ้างงานเพิ่มในอนาคต
วิธีการวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ได้นำดัชนีความเสี่ยงจาก AI มาผสมผสานกับข้อมูลจาก IMF เพื่อประเมินว่าอาชีพไหนเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุด ผลปรากฏว่าอาชีพที่เน้นงานเอกสารหรืองานทำซ้ำๆ เช่น พนักงานเคลมประกัน หรือพนักงานทวงหนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงาน
ส่วนอาชีพที่ยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น ทนายความ, ผู้จัดการงานก่อสร้าง และแพทย์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก AI มาช่วยเสริมการทำงานมากกว่า
Gen Z เปราะบางสุดยุค AI
"ช่องว่างด้านอัตราการว่างงาน" ระหว่างพนักงานระดับเริ่มต้น ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 ปี กับพนักงานที่มีประสบการณ์ คือ อายุ 31-50 ปี ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนช่วงโควิด-19
นอกจากนี้ "ช่องว่างด้านค่าจ้าง" ก็แย่ลงเช่นกัน ผลวิเคราะห์ระบุว่า ทุกๆ ความเสี่ยงจากการถูก AI แทนที่ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเด็กจบใหม่กับผู้มีประสบการณ์ ถ่างกว้างขึ้นถึง 3.3%
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปราะบางของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากชาว Gen Z มักเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งงานสนับสนุน งานธุรการ หรือเอกสาร เช่น การคีย์ข้อมูล, งานบริการลูกค้า, งานสนับสนุนด้านกฎหมาย และงานวางบิล ซึ่งเป็นงานที่ AI ทำได้ดีที่สุด
เมื่อขาดประสบการณ์สะสมหรือทักษะการตัดสินใจที่ซับซ้อนเหมือนพนักงานรุ่นพี่ กลุ่ม Gen Z จึงแทบไม่มี “เกราะป้องกัน” จากการถูกเลิกจ้าง
Gen Z ใช้เครื่องมือ AI ได้เก่งที่สุด
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ระบุว่าผลกระทบในภาพรวมอาจไม่รุนแรงเท่าตัวเลขที่ปรากฏ เพราะการวิเคราะห์นี้ยังไม่ได้รวม "การจ้างงานใหม่" ที่เกิดจากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์, ระบบพลังงาน และงานก่อสร้าง รวมถึงความต้องการแรงงานใหม่ๆ ที่จะตามมาเมื่อ AI ช่วยลดต้นทุนและขยายตลาดให้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ รายงานนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงสถิติ ไม่ใช่การนับจำนวนคนตกงานจริงแบบเรียลไทม์
จุดที่น่าสนใจคือ Gen Z คือกลุ่มที่ใช้เครื่องมือ AI ได้เก่งที่สุด แม้จะเป็นกลุ่มที่ถูกเลิกจ้างมากที่สุด แต่คนรุ่นนี้ก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะใช้ AI เอเจนท์ หรือสร้างโปรเจกต์ใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดได้ดีกว่าผู้จัดการที่มีอายุ 45 ปีเสียอีก ซึ่งการปรับตัวนี้อาจจะยังไม่สะท้อนออกมาในตัวเลขสถิติ ณ ปัจจุบัน
เรียกได้ว่าโมเมนตัมที่กำลังเกิดขึ้นคือ AI กำลังทำลายงานบางอย่าง สร้างงานใหม่บางส่วน และเพิ่มมูลค่าให้แรงงานที่มีทักษะไปพร้อมๆ กัน





