เศรษฐกิจไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นบางระหว่าง 'การฟื้นตัว' และ 'แรงกดดันจากโลกภายนอก' เมื่อธนาคาร ADB ประเมินว่า ปี 2026 ไทยจะเติบโตเพียง 1.8% เกือบต่ำสุดในอาเซียน ท่ามกลางแรงกระแทกจากการค้าโลกที่แผ่วลง พลังงานแพง และแรงส่งการส่งออกที่เริ่มหมด
ตามการประเมินของธนาคาร Asian Development Bank (ADB) รายงานว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วเอเชีย มีแนวโน้มจะ “ชะลอลง” แม้ว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางได้แผ่ขยายไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการท่องเที่ยว
ธนาคารพัฒนาเอเชีย ระบุในรายงาน Asian Development Outlook ที่เผยแพร่วันนี้ (10 เม.ย.) ว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาค จะชะลอลงมาอยู่ที่ “5.1%” ในปีนี้ จาก 5.4% ในปี 2025
“การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียและแปซิฟิกกำลังเผชิญบททดสอบที่หนักหน่วง” มาซาโต คันดา ประธาน ADB กล่าวในรายงาน “แม้ภูมิภาคจะได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด แต่ยังคงมีความเปราะบางต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งจะเร่งเงินเฟ้อ และทำให้สภาวะทางการเงินตึงตัวมากขึ้น”
ธนาคาร Asian Development Bank คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีน จะชะลอลงมาอยู่ที่ “4.6%” ในปีนี้ จาก 5% ในปี 2025 โดยการบริโภคภาคเอกชนในจีน ยังมีแนวโน้มซบเซา
ด้านอินเดีย การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกคาดว่าจะลดลงเช่นกัน เหลือ 6.9% ในปี 2026 จาก 7.6% ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกคาดว่าจะขยายตัวในระดับค่อนข้างทรงตัว
ADB ยังประเมินว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วของเอเชียและแปซิฟิกจะชะลอลง จาก 2.5% ในปีที่ผ่านมา เหลือ 2.2% ในปี 2026 เนื่องจากเศรษฐกิจในฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวันชะลอตัวลง
ขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อในเอเชีย” ถูกคาดว่า จะเร่งตัวขึ้นเป็น “3.6%” ในปีนี้ จาก 3% ในปี 2025 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และราคาอาหารก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากภูมิภาคยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลาง เช่น ยูเรียและแอมโมเนีย
ADB ระบุด้วยว่า สงครามอิหร่าน มีแนวโน้มจะกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ จากการหยุดชะงักของการขนส่งวัตถุดิบสำคัญอย่างฮีเลียม กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ในส่วนของไทย ธนาคาร ADB คาดการณ์ “จีดีพีไทย” ปี 2026 โตเพียง 1.8% เกือบต่ำที่สุดในอาเซียน โดยมีแรงกดดันจากการค้าระหว่างประเทศที่อ่อนแอลง การหมดแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปี 2025 รวมถึงผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2027 จีดีพีไทยมีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็น 2.0% จากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ “อัตราเงินเฟ้อไทย” คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 1.3% ในปี 2026 โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมีแนวโน้มว่า เงินเฟ้อไทยจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย เป็นแตะ 1.0% ในปี 2027 เนื่องจากแรงกดดันจากราคาพลังงานเริ่มลดลง
ขณะเดียวกัน ธนาคาร ADB มองว่า “ภาคการท่องเที่ยวไทย” มีแนวโน้มเผชิญความไม่แน่นอนสูงในปี 2026 ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
จำนวนนักท่องเที่ยวอาจยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ความเร็วในการฟื้นตัวมีแนวโน้มไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น มาตรการจำกัดการเดินทางข้ามพรมแดน และคำแนะนำด้านการเดินทาง ซึ่งอาจกดดันอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะมีบทบาทสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2027 เมื่อปัจจัยภายนอกเริ่มมีเสถียรภาพ และความต้องการเดินทางฟื้นตัวขึ้น
แม้สงครามจะเพิ่มความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจเอเชีย แต่ธนาคาร ADB เตือนว่า “หากจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุน ควรใช้มาตรการการคลังที่มีเป้าหมายชัดเจนและจำกัดระยะเวลา โดยนโยบายการเงิน ควรมุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องแบบเจาะจง และการยึดความคาดหวังเงินเฟ้อผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการปรับนโยบายเข้มงวดอย่างรุนแรง”





