วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2569

Login
Login

สหรัฐสามารถใช้ ‘The 25th Amendment’ ขับ ‘ทรัมป์’ ออกจากตำแหน่งได้ไหม ?

สหรัฐสามารถใช้ ‘The 25th Amendment’ ขับ ‘ทรัมป์’ ออกจากตำแหน่งได้ไหม ?

ตามหลักการแล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้อย่างไร ?

คนส่วนใหญ่อาจเคยได้ยินเรื่อง "การฟ้องร้องเพื่อถอดถอน หรือ Impeachment ซึ่งเป็นอำนาจที่มอบให้แก่สภาคองเกรสในการถอดถอนประธานาธิบดี แต่ไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้

แต่ในความเป็นจริงยังมี The 25th Amendment แห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐซึ่งเป็นช่องทางในการถอดถอนประธานาธิบดีภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติโดยกระทำผ่านคณะรัฐมนตรีเอง

กระแสการพูดถึงการนำมาตรานี้มาใช้ได้ปะทุขึ้นเพื่อตอบโต้การรับมือสงครามกับอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยบุคคลสำคัญทางการเมืองจำนวนหนึ่งได้เรียกร้องให้ใช้มาตราดังกล่าวเพื่อขับไล่ทรัมป์ หลังจากที่เขาขู่ว่าจะทำลาย "อารยธรรมทั้งหมด" ของอิหร่าน หากประเทศดังกล่าวไม่ยอมตกลงในข้อตกลงหยุดยิง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2026 สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตบางส่วนยังได้สนับสนุนให้ใช้มาตรานี้เพื่อถอดถอนทรัมป์จากพฤติกรรมที่พวกเขาประเมินว่า "เอาแน่เอานอนไม่ได้" ในกรณีของเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงการใช้มาตรานี้กับทรัมป์ยังเคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในช่วงการดำรงตำแหน่งวาระแรกของเขาด้วยเช่นกัน

 

The 25th Amendment ระบุไว้ว่าอย่างไร?

The 25th Amendment ของรัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดว่าประธานาธิบดีสามารถถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้ หากรองประธานาธิบดีและเสียงส่วนใหญ่ของ “เจ้าหน้าที่หลักของส่วนงานบริหาร” หรือคณะรัฐมนตรี ร่วมกันวินิจฉัยว่าประธานาธิบดี “ไม่สามารถปฏิบัติอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งได้” หากประธานาธิบดีคัดค้านการวินิจฉัยดังกล่าว แต่หากรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรียังคงยืนกราน สภาคองเกรสจะเป็นผู้ตัดสิน โดยต้องใช้คะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 จากทั้งสองสภาเพื่อสั่งถอดถอน

นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังระบุชัดเจนว่า รองประธานาธิบดีคือผู้สืบทอดตำแหน่งหากประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และรองประธานาธิบดีจะกลายเป็นรักษาการประธานาธิบดีในกรณีที่ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เช่น เมื่อต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ เป็นต้น

ทำไมมีการพูดถึงมาตราแก้ไขเพิ่มเติมที่ 25 ในตอนนี้?

กระแสการเรียกร้องให้ใช้มาตรานี้เกิดขึ้นหลังจากสมาชิกสภาคองเกรสฝั่งพรรคเดโมแครตและบุคคลสำคัญในกลุ่มอนุรักษนิยมบางส่วน เรียกร้องให้ถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ว่า “อารยธรรมทั้งหมดจะตายในคืนนี้ และจะไม่มีวันฟื้นกลับมาได้อีกเลย”

ข้อความนี้ถูกโพสต์ในช่วงที่ใกล้ครบกำหนดเส้นตายที่ทรัมป์ตั้งให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยก่อนหน้านั้น ทรัมป์ได้ข่มขู่ว่าหากไม่มีการเปิดช่องแคบ สหรัฐจะทิ้งระเบิดทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขากำลังข่มขู่ที่จะก่ออาชญากรรมสงคราม

ทำไมมีการยกเรื่องมาตรานี้ขึ้นมาในบริบทของกรณีเกาะกรีนแลนด์?

ในช่วงเดือนม.ค. 2026 สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตหลายคน ได้แก่ สว. เอ็ด มาร์คีย์ และ สส. ซิดนีย์ แคมลาเกอร์-โดฟ, ยาสซามิน อันซารี และ อีริก สวอลเวลล์ ได้เสนอให้ใช้มาตรานี้ เพื่อถอดถอนทรัมป์ โดยอ้างถึงท่าทีที่ก้าวร้าวของเขาที่มีต่อเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

ทรัมป์ยืนกรานว่าสหรัฐต้องได้ครอบครองเกาะนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดนมาร์กยินยอมให้สหรัฐเข้ายึดครอง พร้อมทั้งข่มขู่จะใช้มาตรการภาษีการค้าลงโทษพันธมิตรในยุโรปหากเข้ามาขัดขวาง แม้ว่าในเวลาต่อมาเขาจะยอมยุติท่าทีดังกล่าวไปก็ตาม

มีการหยิบยกมาตรานี้ขึ้นมาพูดถึงอย่างไรในวาระแรกของทรัมป์?

ในช่วงวาระแรก (ปี 2017–2021) มีการพูดถึงมาตรานี้อยู่บ่อยครั้งจากพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเขา ในปี 2018 มีรายงานว่า ร็อด โรเซนสไตน์ รองอัยการสูงสุดในขณะนั้น เคยหารือเรื่องการชวนสมาชิกคณะรัฐมนตรีมาใช้มาตรานี้เพื่อถอดถอนทรัมป์ แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธในภายหลังก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีบทความใน New York Times โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ไม่เปิดเผยตัวตน ระบุว่าเริ่มมี "เสียงกระซิบ" ในหมู่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้เนื่องจากความไม่มั่นคงในการบริหาร แต่ไม่มีใครอยากให้เกิดวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ ต่อมาหลังเหตุการณ์บุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2021 สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านมติ (ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย) เพื่อกระตุ้นให้รองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ นำมาตรานี้มาใช้ แม้ไมค์ พอมเพโอ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นจะยอมรับว่ามีการพูดถึงชื่อมาตรานี้ในบทสนทนาหลังเหตุการณ์จลาจลจริง แต่ก็ไม่มีการพิจารณาใช้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลระบุว่าในวาระที่สอง ทรัมป์ได้เลือกคณะรัฐมนตรีที่แสดงความจงรักภักดีต่อเขาอย่างเต็มที่ ซึ่งต่างจากวาระแรก

ทำไมจึงมีมาตรานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ

มาตรานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ที่รัฐธรรมนูญฉบับเดิมไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

ตัวอย่างเช่น เมื่อประธานาธิบดี วิลเลียม แฮร์ริสัน ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1841 เกิดการถกเถียงว่ารองประธานาธิบดี จอห์น ไทเลอร์ จะกลายเป็น "รักษาการประธานาธิบดี" หรือเป็น "ประธานาธิบดี" โดยสมบูรณ์ (ซึ่งไทเลอร์ตัดสินใจสาบานตนเป็นประธานาธิบดีด้วยตัวเอง)

มาตราที่ 25 นี้ได้รับการเสนอและให้สัตยาบันหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ในปี 1963 เนื่องจากในขณะนั้นเกิดความสับสนและคำถามที่ว่า ใครจะเป็นผู้บริหารประเทศหากเคนเนดี้รอดชีวิตแต่ตกอยู่ในสภาพกึ่งมีสติหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้

มาตรานี้เคยถูกนำมาใช้งานจริงหรือไม่?

มาตรานี้ "ไม่เคย" ถูกนำมาใช้เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ แต่เคยถูกนำมาใช้ 2 ครั้งเพื่อแต่งตั้งผู้มาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่ว่างลง

ครั้งแรกในปี 1973 เมื่อ สไปโร แอกนิว รองประธานาธิบดีต้องลาออกเนื่องจากข้อหาเลี่ยงภาษี จากนั้นประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน จึงเสนอชื่อ เจอรัลด์ ฟอร์ด เข้ามาแทน

ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปีถัดมา เมื่อนิกสันลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ฟอร์ดจึงก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน และได้เสนอชื่อ เนลสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งทั้งสองกรณีได้รับการรับรองจากสภาคองเกรสตามขั้นตอนของมาตรานี้