ธุรกิจญี่ปุ่นเจอแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนพุ่ง ค่าแรงขาขึ้น ดอกเบี้ยสูง และแรงงานขาดแคลน จนจำนวนบริษัทล้มละลาย ‘พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี’
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ญี่ปุ่นมีบริษัท (ที่มีหนี้ตั้งแต่ 10 ล้านเยน หรือราว 2 ล้านบาทขึ้นไป) ล้มละลาย 10,505 แห่งในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน จนนับเป็น “ยอดสูงสุดในรอบ 12 ปี” สาเหตุหลักมาจากต้นทุนที่พุ่งขึ้น ทั้งราคาสินค้าและค่าแรงที่กดดันธุรกิจอย่างหนัก
การล้มละลายส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยมีมากถึง 8,092 กรณี หรือคิดเป็น 77% ของทั้งหมด เป็นบริษัทที่มีพนักงานไม่ถึง 5 คน
แม้จำนวนบริษัทล้มละลายจะเพิ่มขึ้น แต่กรณีขนาดใหญ่ยังมีค่อนข้างน้อย ส่งผลให้มูลค่าหนี้รวมลดลง 34% เหลือ 1.57 ล้านล้านเยน
ในบรรดากรณีที่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน การล้มละลายที่เกิดจากปัญหาขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้น 43% เป็น 442 กรณี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจ Tankan เดือนมีนาคมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พบว่า ภาวะขาดแคลนแรงงานในทุกขนาดธุรกิจและทุกอุตสาหกรรม “รุนแรงที่สุดในรอบ 34 ปี” ส่งผลให้หลายบริษัทต้องปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อดึงดูดพนักงาน และยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านกระแสเงินสด
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ปรับสูงขึ้นตามการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ก็กลายเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่มีหนี้สูง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยจากยอดคงค้างของธนาคารในประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 1.263% ในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 0.997% เมื่อปีก่อน ตามข้อมูลของ BOJ
ไม่เพียงเท่านั้น การล้มละลายที่เกี่ยวกับต้นทุนที่สูงขึ้น ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอยู่ที่ 801 กรณีในปีงบประมาณ 2025 เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน ซึ่งค่าเงินเยนอ่อนค่าและปัจจัยอื่น ๆ ยังคงดันต้นทุนวัตถุดิบให้สูงขึ้น
เมื่อพิจารณาตามอุตสาหกรรม การล้มละลายในภาคธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น 2% เป็น 1,022 กรณี โดยอัตราการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขาย อยู่ที่ 32.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่ 42.1% ตามข้อมูลของ Teikoku Databank
ส่วนภาคขนส่งมีการล้มละลาย 424 กรณี เท่ากับปีงบประมาณ 2024 แม้จำนวนจะยังไม่สูงในปี 2025 จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง แต่เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2026
โยชิฮิโระ ซากาตะ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลของ Tokyo Shoko Research กล่าวว่า “หากสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่านยืดเยื้อ อาจทำให้จำนวนการล้มละลายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคขนส่ง เนื่องจากกำไรของบริษัท จะถูกกดดันมากขึ้น”
อ้างอิง: nikkei





