ต่างชาติแห่ขาย ‘บอนด์ไทย’ ทำผลงานแย่สุดอับดับ 2
นักลงทุนกังวลพิาสงครามดัน ‘เงินเฟ้อ-ความเสี่ยงการคลัง’ นักวิเคราะห์มองกรณีเลวร้าย บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี มีสิทธิ์แตะ 2.8%
บลูมเบิร์กรายงานว่า นักวิเคราะห์ประเมินว่า “พันธบัตรรัฐบาลไทย” กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้น แต่มีแนวโน้มที่ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” ระยะยาวอายุ 10 ปี จะปรับโตเพิ่มสูงขึ้นไปแต่ 2.8% จากความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความกังวลเดิมที่มีต่อภาระ “การคลัง”
สินค้าแพงขึ้นซ้ำเติม บอนด์ยีล 10 ปีพุ่งแรง
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาพันธบัตรรัฐบาลไทยใน “สกุลเงินบาท” ปรับตัวลดลงจนทำให้ผู้ถือครองขาดทุนถึง 4.1% ซึ่งถือว่าย่ำแย่ที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก จากทั้งหมด 29 ประเทศที่ Bloomberg เฝ้าติดตาม โดยเป็นรองเพียงแค่สหราชอาณาจักรเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปีของไทย ซึ่งใช้เป็นดัชนีชี้วัดดอกเบี้ยในตลาด ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 0.52% ภายในเดือนมี.ค.เพียงเดือนเดียว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง
นอกจากนี้ จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เคยดูเหมือนจะลดลงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับฐานราคาที่สูงในปีก่อน กำลังจะ พลิกกลับมา “แพงขึ้น” อย่างชัดเจน ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก "ต้นทุน" ที่พุ่งสูงขึ้นรอบด้าน
ทั้งราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและค่าไฟ ราคาเนื้อสัตว์และผลผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าขนส่งทางอากาศที่ขยับตัวสูงขึ้นตามกันไป
'บอนด์ยีลด์' มีสิทธิ์แตะ 2.8%
กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยฯ ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า "แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความกังวลเรื่องสถานะทางการคลังของประเทศในปัจจุบัน"
กอบสิทธิ์คาดการณ์ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 10 ปี มีแนวโน้มจะขยับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 2.50% ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2%
นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า “หากปัจจัยกดดันต่าง ๆ ยังไม่คลี่คลาย ก็มีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะพุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับ 2.8% ได้เช่นกัน”
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) สำหรับพันธบัตรไทยจะเกิดขึ้นหากตลาดเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าคาด
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความกังวลที่ว่า รัฐบาลอาจต้องออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย สถานการณ์เช่นนี้อาจกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งสูงถึง 2.50% ได้ทันทีภายในสิ้นไตรมาสที่ 2 นี้
’เงินเฟ้อ-การคลัง’ ฉุดต่างชาติเทขายบอนด์
สงครามอิหร่านได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรไทย โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ทั้งหมด
นอกจากปัญหาเงินเฟ้อแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวยังปลุกความกังวลเรื่องความมั่นคงทางการคลังของรัฐบาลขึ้นมาอีกครั้ง เพราะรัฐบาลต้องพยายามเข้าไปพยุงและลดผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่พุ่งสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี เพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระค่าครองชีพที่หนักจนเกินไป
มาตรการที่รัฐบาลวางแผนไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง การเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการให้เงินอุดหนุนค่าน้ำมันแก่กลุ่มธุรกิจบางประเภทที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
อย่างไรก็ตาม กอบสิทธิ์ให้ความเห็นว่าการขยายมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเหล่านี้ มีแนวโน้มจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจากข้อมูลอย่างเป็นทางการพบว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ซึ่งถือว่าขยับเข้าใกล้เพดานหนี้ที่รัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกิน 70% เข้าไปทุกที
ความกังวลที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายพันธบัตรไทยสุทธิในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
สถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงก่อนเกิดสงครามในเดือนก.พ.ที่ผลตอบแทนพันธบัตรเคยปรับตัวลดลงจากเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากมีการลดอัตราดอกเบี้ยเกินคาด และชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่องและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในเวลานั้น
อ้างอิง Bloomberg





