ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัว “รายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก” (East Asia and the Pacific: EAP) ของธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์) วันที่ 8 เม.ย. ว่า ไทย สปป.ลาว กัมพูชา และมองโกเลีย เป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบและเปราะบางสูงสุดในวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูงกว่าฟิลิปปินส์กว่าสองเท่า
ความเปราะบางนี้จะกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อและเพิ่มค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงและมีทุนสำรองระหว่างประเทศจำกัดอย่าง นอกจากนี้ หากราคาน้ำมัน ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ 50% อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบให้ค่าแรงในภูมิภาคลดลงถึง 3-4% ซึ่งถือเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือ
“จากการคำนวณของเราถ้าราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับปกติราว 50% ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ค่าแรงในภูมิภาค (เอเชียแปซิฟิก) มีแนวโน้มหดตัวลง 3-4% จากค่าแรงปกติ” อาดิตยา กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากสงครามจบลงอย่างรวดเร็วจะกระทบต่อคาดการณ์ปัจจุบันของธนาคารโลกหรือไม่ อาดิตยา กล่าวว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะมีแนวโน้มคลี่คลายลง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ก่อตัวขึ้นและส่งผลในระยะยาว โดยเฉพาะการพุ่งสูงขึ้นของราคาเชื้อเพลิงและการทำลายศักยภาพในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นมากกว่าปัจจัยลบชั่วคราว ขณะเดียวกัน เงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดที่มีขึ้นเช้าวันที่ 8 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย ยังไม่สามารถลบบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนให้หมดไปได้
จากความปั่นป่วนทั้งหมด ภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 4.2% ในปี 2569 จากเดิมที่อยู่ที่ 5.0% ในปี 2568 โดยเป็นผลจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก แนะนำว่า แต่ละประเทศจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการ "พยุงกลุ่มเปราะบางและ SMEs" ควบคู่ไปกับการ "ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อการเติบโต" ในอนาคต
บทเรียนจากไทย ช่วงโควิด-19
บทเรียนสำคัญจากวิกฤตโควิด-19 แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีระบบทะเบียนข้อมูลดิจิทัลที่เข้มแข็งอย่างเช่นประเทศไทย สามารถให้ความช่วยเหลือแบบ "มุ่งเป้า" ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากกว่าประเทศที่ขาดระบบดังกล่าว ซึ่งความช่วยเหลือแบบไม่เจาะจง นอกจากจะเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนได้ยากแล้ว ยังสร้างภาระทางการคลัง เพิ่มหนี้สาธารณะ และกดดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น โลกกำลังเผชิญกับภาวะท้าทายแบบ "Double Menace" คือเงินเฟ้อที่สูงขึ้นท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัวลง หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากฝั่งอุปทาน ธนาคารกลางอาจยังคงนโยบายการเงินเดิมไว้ได้ แต่หากความคาดหวังเงินเฟ้อเริ่มฝังรากลึกจนกระทบต่อราคาสินค้าและค่าจ้าง จะเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่าควรจะคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อบรรเทาภาระจากเงินเฟ้อ หรือจะคงนโยบายผ่อนคลายเพื่อรักษาการเติบโต อย่างไรก็ตาม จากรายงานของธนาคารโลกพบว่า ประเทศที่มี "กฎเกณฑ์ทางการคลังและกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ" ที่ชัดเจน รวมถึงมีการสร้างโครงสร้างเชิงสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ จะสามารถรับมือและลดผลกระทบเชิงลบจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า
อาดิตยา ยังมีการเสนอแนะว่าช่วงวิกฤตคือโอกาสทองในการผลักดัน "การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" เพื่อทำลายแรงต้านทางการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูป "ภาคบริการ" ที่มักจะมีการปกป้องสูงเกินไป ซึ่งถือเป็นต้นทุนแฝงที่กดดันภาคอุตสาหกรรม เวียดนามถือเป็นหนึ่งตัวอย่างที่เริ่มการปฏิรูปภาคส่วนดังกล่าวแล้วโดยเป็นการปฏิรูปเพื่อช่วยเพิ่มผลิตภาพทั้งในฝั่งบริการและการผลิตไปพร้อมกัน ทั้งนี้ การฟื้นตัวที่ยั่งยืนอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่การ "ยกเลิกนโยบายที่เป็นอุปสรรค" ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปได้เช่นกัน
สำหรับประเทศไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะการเติบโตช้าเพียง 1-2% ต่อปีมาระยะหนึ่งแล้ว สาเหตุเพราะขาดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง นอกจากนี้ประเทศไทยที่ยังคงมีข้อจำกัดเข้มงวดในการลงทุนจากต่างชาติในภาคการเงิน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.3%
ในรายงาน EAP Economic Update ฉบับล่าสุดเดือนเมษายน 2026 เวิลด์แบงก์ยังได้ "ปรับลด" คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 1.3% จากคาดการณ์ฉบับเดิมเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งให้ไว้ที่ 1.8% โดยนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ประเมินไว้





