วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดจดหมาย 'เจมี ไดมอน' ถึงผู้ถือหุ้น เตือน สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ

เปิดจดหมาย 'เจมี ไดมอน'  ถึงผู้ถือหุ้น เตือน สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ

เปิดจดหมาย ‘เจมี ไดมอน’ ซีอีโอของเจพีมอร์แกนถึงผู้ถือหุ้น ระบุถึงความเสี่ยงในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และตลาดเอกชน

ในวาระที่สหรัฐอเมริกากำลังจะครบรอบ 250 ปี “เจมี ไดมอน” ซีอีโอของ เจพีมอร์แกน เชสธนาคารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ได้ส่งจดหมายประจำปีฉบับสำคัญถึงผู้ถือหุ้น

จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงการรายงานตัวเลขกำไรขาดทุน แต่เป็นบทวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เจาะลึกถึงอุปสรรคที่ธนาคารและเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญ  ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศที่คาดเดายาก สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเข้ามาของ AI 

 "โลกกำลังเผชิญกับปัญหาถาโถมเข้ามามากมาย ที่หนักหนาที่สุดคือ สงคราม และความรุนแรงที่ยังไม่จบสิ้นในยูเครน รวมถึงความไม่สงบในตะวันออกกลาง การก่อการร้าย และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน" ไดมอน ระบุ

วิจารณ์กฎระเบียบธนาคาร

ในจดหมายฉบับนี้ ไดมอนได้แจกแจงถึงอุปสรรคสำคัญหลายประการที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อที่ฝังรากลึก และแก้ไขได้ยาก ความผันผวนในตลาดการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงสิ่งที่เขาตำหนิว่าเป็น "กฎระเบียบภาคธนาคารที่ขาดประสิทธิภาพ"

  •  ระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ กฎเกณฑ์มีความซ้ำซ้อน และกระจัดกระจาย ทำให้ธนาคารมีต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎ (Compliance Cost) ที่สูงมาก และกระบวนการต่างๆ ล่าช้าลง
  • การสำรองเงินทุนที่ตึงตัวเกินไป จากการที่กฎระเบียบบังคับให้ธนาคารต้องถือครองเงินสด และสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ในมือเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติ
  • ผลกระทบต่อสินเชื่อ เมื่อธนาคารต้องเก็บเงินสำรองไว้เยอะขึ้น "ความสามารถในการปล่อยกู้" ให้กับภาคธุรกิจ และประชาชนจึงลดลง ซึ่งเป็นการขัดขวางการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

 

‘สงคราม’ ยังไม่จบง่ายๆ 

ไดมอนระบุว่าความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศคือ ความเสี่ยงหลักที่ธนาคารกำลังเผชิญ โดยเฉพาะสงครามในยูเครน และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาค่าสินค้า และตลาดโลก และได้เปรียบเปรยว่าสงครามเหล่านี้คือ "ขอบเขตแห่งความไม่แน่นอน" ที่คาดเดาจุดจบได้ยาก

  "ผลลัพธ์จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกในตอนนี้ อาจเป็นตัวกำหนดหน้าตาของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคตเลยก็ได้ หรืออาจจะไม่รุนแรงขนาดนั้นก็ได้"  

 นอกจากนี้ เขายังพูดถึง "การจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่" ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะแนวทางของทรัมป์ที่เน้นการเก็บภาษีนำเข้าเป็นนโยบายหลัก หากได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีกับคู่ค้า และสินค้าหลากหลายประเภท

 ไดมอนมองว่า "สงครามการค้ายังไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน และตอนนี้หลายประเทศกำลังประเมินกันใหม่ว่าจะทำข้อตกลงทางการค้ากับใคร และอย่างไรดี" 

เขาทิ้งท้ายว่า แม้การปรับเปลี่ยนบางอย่างจะจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่ผลกระทบในระยะยาวนั้นก็ยังยากที่จะคาดเดาได้แม่นยำครับ

 

 วิกฤติสินเชื่อเอกชน แตกตื่นเกินเหตุ

 ไดมอนพูดถึงความวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน โดยระบุว่าความกังวลเรื่องการปล่อยกู้ให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ ได้กลายเป็น “ชนวนเหตุ” ที่ทำให้เหล่านักลงทุนแห่กันไปขอถอนเงินคืนจากกองทุนสินเชื่อเอกชนเป็นจำนวนมาก

 "โดยทั่วไปแล้ว สินเชื่อภาคเอกชนมักจะขาดความโปร่งใส และไม่มีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่เข้มงวดพอ" ซึ่งจุดนี้เองที่เพิ่มความเสี่ยง เพราะเมื่อไรก็ตามที่นักลงทุนเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจกำลังจะแย่ลง พวกเขาจะรีบเทขายทรัพย์สินออกมาทันที ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขการขาดทุนจริงๆ อาจจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยก็ได้  

 ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้ดูจะรุนแรงเกินความเป็นจริงไปมาก เมื่อเทียบกับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงๆ สุดท้ายแล้วการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะมีความเข้มงวดขึ้น และทำให้นำไปสู่การบังคับให้ต้องถือเงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

 อย่าเมิน AI รีบเอามาใช้ให้เร็วที่สุด

 ไดมอนย้ำว่าการเติบโตของ AI นั้นรวดเร็ว และแตกต่างจากเทคโนโลยีทุกอย่างที่เคยมีมา แม้เขาจะเชื่อว่า AI จะสร้าง "การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล" แต่ก็ยังต้องจับตาดูต่อไปว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งนี้จะมุ่งหน้าไปในทิศทางใดกันแน่

 "โดยรวมแล้ว การลงทุนใน AI ไม่ใช่ฟองสบู่ที่เกิดจากการเก็งกำไร แต่มันจะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ AI นี้"

 เขายังระบุในจดหมายอีกว่า "เราจะไม่หลบเลี่ยงหรือเมินเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่จะนำ AI มาปรับใช้ เหมือนกับที่เราเคยนำเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ มาใช้ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้า และพนักงานของเราได้ดียิ่งขึ้น"

 ปัจจุบัน เจพีมอร์แกนถือเป็นผู้นำในกลุ่มบริษัทการเงินวอลล์สตรีทที่นำ AI มาใช้ในทุกส่วนของธุรกิจ โดยเมื่อปีที่แล้ว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารได้สาธิตให้เห็นว่า AI ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อทั้งลูกค้าและผู้ถือหุ้นได้อย่างไร

 เขาทิ้งท้ายว่า "เรามักจะรับมือกับปัญหาที่คาดเดาได้หรือปัญหารู้อยู่แล้วว่ายังไม่รู้ แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่อย่าง AI มักจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ซึ่งอาจส่งผลลึกซึ้งต่อสังคมในแบบที่เรานึกไม่ถึง ... ดังนั้นเราจึงควรเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ด้วยเช่นกัน"

 

อ้างอิง CNBC

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์