วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดรายได้ "ลด-เพิ่ม" ชาติผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ช่วงปิดฮอร์มุซ

เปิดรายได้ "ลด-เพิ่ม" ชาติผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ช่วงปิดฮอร์มุซ

ผลศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้น ถือเป็นโชคลาภทางการเงินแก่อิหร่าน โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีเส้นทางเดินเรือทางเลือกต่างไม่ได้รับอานิสงส์ แถมสูญเงินหลายพันล้านดอลลาร์

อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่ครองสัดส่วน 1 ใน 5 หรือมากกว่านั้นของปริมาณน้ำมัน และก๊าซที่ค้าขายกันอยู่ทั่วโลก หลังจากสหรัฐโจมตีทางอากาศ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือนก.พ. จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้างขึ้น 

ต่อมา อิหร่านประกาศว่า เรือขนส่งสินค้าที่ไม่มีสายสัมพันธ์กับสหรัฐ และอิสราเอลจะได้รับอนุญาตให้เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้มีเรือขนส่งน้ำมันบางแห่งดำเนินการขอผ่านช่องแคบแห่งนี้ 
 

อย่างไรก็ตาม ตลาดพลังงานยังคงปั่นป่วนจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ น้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 60% ในเดือนมี.ค. เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดสำหรับเดือนเดียว  ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐโพสต์บนสื่อโซเชียลว่าจะทำลายโรงไฟฟ้า และสะพานต่างๆ ของอิหร่าน หากไม่มีการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือขนส่งสินค้าทุกลำผ่านได้ภายในวันอังคาร (7 เม.ย.69) ซึ่งเป็นเส้นตายที่ทรัมป์กำหนดไว้

บรรดาประเทศผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานแตกต่างกันออกไป โดยโอมาน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)สามารถเลี่ยงช่องแคบโดยใช้ท่าเรือ และท่อส่งน้ำมันได้แม้ในความเป็นจริงอิหร่านจะควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ในทางตรงกันข้าม น้ำมันจากอิรัก คูเวต และกาตาร์ กลับติดกับดักเพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีเส้นทางขนส่งทางเลือกที่จะนำน้ำมันไปยังตลาดโลก
 

เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยบอกว่า อิหร่านจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อแลกกับการหยุดยิงชั่วคราว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมรับเส้นตาย ใดๆ ในระหว่างการพิจารณาข้อเสนอ เนื่องจากมองว่ารัฐบาลสหรัฐ ยังไม่มีความพร้อมที่จะตกลงหยุดยิงแบบถาวร 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางคน ให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐ และอิสราเอลร่วมมือกันทำสงครามกับอิหร่านอาจจะทำให้อิหร่านมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

นีล ควิลเลียม ภาคีสมาชิก "แชทแธมเฮาส์" สถาบันวิจัยนโยบายด้านกิจการระหว่างประเทศชั้นนำของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ในลอนดอน ทำหน้าที่เป็นคลังสมอง กล่าวว่า ตอนนี้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และอาจจะถูกปิดอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งตอนนี้ยักษ์ในตะเกียงหลุดออกมาจากขวดแล้ว"

ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการส่งออกในเดือนมี.ค.พบว่า รายได้การส่งออกน้ำมันของอิรัก และคูเวตปรับตัวร่วงลงประมาณสามไตรมาส เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่รายได้ของอิหร่านเพิ่มขึ้นประมาณ 37% รายได้ของโอมาน เพิ่มขึ้น 26% รายได้จากการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นประมาณ 4.3%  ขณะที่รายได้ของยูเออี ลดลงประมาณ 2.6% เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่ส่งออกลดลง

การที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องเก็บค่าภาคหลวง และภาษีจากอารามโค บริษัทน้ำมันของรัฐบาลเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเป็นเจ้าของบริษัทอารามโค ถือเป็นข่าวดีสำหรับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งที่ผ่านมาใช้จ่ายเงินอย่างมากมายมหาศาลไปกับโครงการต่างๆ เพื่อสร้างรายได้จากทางอื่น นอกเหนือจากน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม อารามโค ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น และคาดการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้  เช่นเดียวกับตัวแทนบริษัทน้ำมันในประเทศอื่นๆ ก็ปฏิเสธที่จะออกความเห็น

ส่วนอิรัก รายได้จากการส่งออกน้ำมันร่วงลงมากสุดในกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยลดลง 76% อยู่ที่ 1,730 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยคูเวต รายได้ลดลง 73% อยู่ที่ 864 ล้านดอลลาร์

โซโม(SOMO) บริษัทด้านการตลาดน้ำมันของรัฐบาลอิรัก ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.69)ว่า รายได้จากน้ำมันในเดือนมี.ค.ใกล้จะถึง 2,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผลกระทบในระยะยาวจะเป็นอย่างไร นักการเมืองตะวันตกบางคน และบรรดาบริษัทน้ำมันเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำมัน 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โททาลอีเนอร์ยีส์ ของฝรั่งเศส ประกาศร่วมทุนมูลค่า 2,200 ล้านดอลลาร์กับมาสดาร์ บริษัทพลังงานหมุนเวียนมีฐานอยู่ที่ยูเออี 
นี่อาจเป็นสิ่งบ่งชี้เบื้องต้นที่ทำให้เห็นว่า วิกฤติน้ำมันอาจเร่งให้หลายประเทศหันมาพึ่งพารายได้ทางเลือกอื่นแทนที่น้ำมันเร็วขึ้น

 

 

ที่มา:รอยเตอร์

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์