แชเนลนิวส์เอเชีย รายงานอ้างสำนักข่าวฟาร์ส ของอิหร่านวันจันทร์ (6 เม.ย.69)ว่า อิสราเอลโจมตีโรงงานเคมีใหญ่สุดของอิหร่าน ขณะที่สาธารณรัฐอิสลามท้าทายคำขู่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือน ถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านว่า กองกำลังทหารอิสราเอลได้โจมตีโรงงานปิโตรเคมีเซาธ์ พาร์สในอัสซาลูเยห์ เมืองท่า และศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่าน ตั้งอยู่ในจังหวัดบูเชห์ร์ ทางตอนใต้ของประเทศ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้านทาสนิม สำนักข่าวท้องถิ่นอิหร่านอีกแห่งรายงานว่า บริษัทหลายแห่งที่จัดหาไฟฟ้า น้ำ และออกซิเจนในอัสซาลูเยห์ถูกโจมตีด้วย และบริษัทปิโตรเคมีเซาธ์ พาร์สไม่ได้รับความเสียหาย แต่การจัดส่งไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานปิโตรเคมีในอัสซาลูเยห์ทั้งหมดถูกตัดขาด
การโจมตีครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันเสาร์(4 เม.ย.69)เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอิหร่าน เปิดเผยว่า อิสราเอลโจมตีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีพิเศษมาห์ชาห์ หนึ่งในศูนย์กลางปิโตรเคมีที่ใหญ่ และสำคัญที่สุดของอิหร่าน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ผลิตวัตถุดิบหลักสำหรับปุ๋ย พอลิเมอร์ และพลาสติก ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และแหล่งรายได้หลักของประเทศ และการโจมตีครั้งนี้ ทำให้ประชาชนเสียชีวิต 5 ราย
คัตซ์ กล่าวว่า "การโจมตีโรงงานเคมีทั้งสองแห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนโดยรวมประมาณ 85% ของการส่งออกปิโตรเคมีของอิหร่าน ทำให้การผลิตไม่สามารถทำได้ ถือเป็นการโจมตีทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง และสร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์แก่อิหร่าน"
ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีโรงงานปิโตรเคมีครั้งนี้ จะส่งผลกระทบหลายด้านต่อเศรษฐกิจอิหร่าน รวมถึง รายได้จากการส่งออกปิโตรเคมีภัณฑ์ การขาดทุนของโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องหยุดการผลิต และผลกระทบต่อการจ้างงานในพื้นที่อุตสาหกรรม
แต่ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากอิหร่านเกี่ยวกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





