วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

หวั่นหางานทำไม่ได้เพราะ AI นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่เปลี่ยนสาขา

หวั่นหางานทำไม่ได้เพราะ AI นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่เปลี่ยนสาขา

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ "ปัญญาประดิษฐ์" (AI) กำลังเข้ามาแทนที่งานในระดับเริ่มต้น จนทำให้บรรดานักศึกษาจบใหม่หางานได้ยากขึ้น และแม้แต่คนที่ทำงานมานานแล้วก็เจอกระแสถูกเลย์ออฟเพราะ AI กันมากขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้แค่ทำให้พนักงานออฟฟิศนั่งไม่ติด แต่ยังทำให้นักศึกษาเริ่มกังวลมากขึ้นถึงตลาดงานในวันที่พวกเขากำลังจะเรียนจบ

ผลสำรวจล่าสุดของ Lumina Foundation ร่วมกับ Gallup ระบุว่า AI กำลังผลักดันให้นักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนมากหันมา "ทบทวนสาขาที่เรียน" หลังจากที่พวกเขาประเมินแนวโน้มอาชีพใหม่

กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่า 40% เปิดเผยว่าได้ “พิจารณาอย่างจริงจังพอสมควร” ที่จะเปลี่ยนสาขาเรียน เนื่องจากผลกระทบที่ AI อาจมีต่อตลาดแรงงาน

ในกลุ่มนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่ 16% ระบุว่า ได้เปลี่ยนสาขาวิชาเอกหรือเปลี่ยนสายการเรียนแล้ว จากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI และในจำนวนนี้หากเทียบเป็นกลุ่มเฉพาะนักศึกษาชาย จะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 21% 

หวั่นหางานทำไม่ได้เพราะ AI นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่เปลี่ยนสาขา

ผลการสำรวจสะท้อนว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยในปัจจุบันเริ่มรับรู้สถานการณ์ หลังบัณฑิตที่จบการศึกษาไปในรุ่นหลังๆ นี้ ต้องเผชิญกับ "ตลาดการจ้างงาน" ที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี

สาขา Computer Science ยังฮอตอยู่หรือไม่

จากการวิเคราะห์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก พบว่า ณ สิ้นปี 2025 อัตราการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่อายุระหว่าง 22–27 ปี อยู่ที่ 5.6% ซึ่งสูงกว่าอัตราว่างงานโดยรวมที่ 4.2% และยังเป็นระดับสูงสุดของเดือนธ.ค. สำหรับคนกลุ่มนี้นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

ส่วนในบรรดาคนจบใหม่ที่หางานทำได้ พบว่า 42.5% ได้ทำงานในตำแหน่งที่โดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญาก็ได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในรอบ 6 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2020 เช่นกัน

ความกังวลส่วนหนึ่งของพวกเขาคือ สาขาเรียนที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยนักศึกษาจบใหม่ในสาขา "วิทยาการคอมพิวเตอร์" (Computer Science) และ "วิศวกรรมคอมพิวเตอร์" (Computer Engineering) มีอัตราว่างงาน "สูงที่สุด" สาขาหนึ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นสาขาที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเส้นทางสู่อาชีพรายได้ดีและมั่นคง

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า กระแสเล่าลือเกี่ยวกับ “จุดจบของสาขาคอมพิวเตอร์” อาจจะยังเร็วเกินไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือสาขานี้ไม่ได้เป็นเส้นทางที่ชัดเจนเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ผลสำรวจพบว่า นักศึกษาในสาย "เทคโนโลยี" มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะพิจารณาเปลี่ยนสาขาเรียนเพราะ AI โดย 70% ระบุว่าได้คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังพอสมควร 

ในทางกลับกัน นักศึกษาในสาขาเกี่ยวกับ "สาธารณสุข/การแพทย์" และ "วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" (เช่น ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา) เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะพิจารณาเปลี่ยนสาขาเพราะ AI

การสำรวจดังกล่าวจัดทำผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 2–31 ต.ค. 2025 ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐ อายุ 18–59 ปี ซึ่งรวมทั้งนักศึกษาระดับอนุปริญญา 1,433 คน และระดับปริญญาตรี 2,368 คน

ผลกระทบ AI ต่อตลาดงานยังไม่ชัดเจน

แม้ผู้จบการศึกษารุ่นใหม่ๆ กำลังเผชิญตลาดการจ้างงานที่ยากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าปัจจัยดังกล่าวเกิดจาก AI มากน้อยเพียงใด

บทความวิเคราะห์ล่าสุดในเว็บไซต์ The Atlantic ระบุว่า “คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญความยากลำบาก แต่ไม่ใช่เพราะ AI” โดยเรียกความเชื่อนี้ว่าเป็น “ภาพลวงทางสถิติ”

บทความดังกล่าวอ้างการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ อดัม โอซิเม็ก และ เนธาน โกลด์ชลาก ซึ่งศึกษาสาเหตุที่อัตราว่างงานของเด็กจบใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่มีปริญญา

พวกเขาพบว่า คนหนุ่มสาวที่ไม่มีวุฒิปริญญาจำนวนมากหยุดหางานทำในช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่ถูกนับเป็นผู้ว่างงาน และทำให้ดูเหมือนว่าเกิดผลกระทบเฉพาะกับกลุ่มเด็กจบใหม่ ทั้งที่จริงแล้วคนรุ่นใหม่โดยรวมทั้งที่มีและไม่มีปริญญา กำลังเผชิญปัญหาเหมือนๆ กัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวคิดที่ว่า AI กำลังเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้นในสายงานออฟฟิศในวงกว้าง ยังไม่ชัดเจนเท่าที่พาดหัวข่าวระบุ

“เป็นความจริงที่งานบางประเภทที่ใช้ทักษะต่ำ สามารถถูกแทนที่ด้วย AI ได้” โอซิเม็กและโกลด์ชลาก ระบุ “แต่จำนวนงานเหล่านี้ยังไม่มากพอที่จะส่งผลต่อตลาดแรงงานของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ”

“คำถามไม่ได้อยู่ที่นักศึกษาจบใหม่ แต่เป็นคนหนุ่มสาวทุกกลุ่ม” 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวของ AI ต่อแรงงานยังคงไม่แน่นอน รายงานล่าสุดของ Boston Consulting Group ประเมินว่า งานมากกว่าครึ่งในสหรัฐจะถูก “ปรับเปลี่ยน” โดย AI ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า

แม้จำนวนงานที่จะถูกแทนที่ทั้งหมดจะมีน้อยกว่านั้น แต่รายงานระบุว่าอาจมีงานในสหรัฐสูงถึง 15% ที่จะหายไปในอนาคต


ที่มา: Newsnation