วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลก ฟันกำไรนิวไฮ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 68

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลก ฟันกำไรนิวไฮ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 68

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลกโกยกำไรทุบสถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 รับอานิสงส์ความผันผวนจากนโยบายทรัมป์ และโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาทั่วโลก

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลกโกยกำไรทุบสถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 รับอานิสงส์ความผันผวนจากนโยบาย ทรัมป์ และโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาทั่วโลก

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลก ฟันกำไรนิวไฮ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 68

บลูมเบิร์กรายงานว่า กลุ่มผู้ค้าทองคำทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025  มีปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของราคาที่รุนแรงและปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

 

ข้อมูลจาก Crisil Coalition Greenwich บริษัทวิเคราะห์การเงินระบุว่า รายได้จากการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะมีค่าของธนาคารทั่วโลกในปีที่ผ่านมาพุ่งแตะ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยตัวเลขประมาณการนี้ รวบรวมมาจากทั้งข้อมูลเอกสาร แบบจำลองภายใน และการวิจัยภาคสนาม

Angad Chhatwal ผู้บริหารจาก Coalition ระบุว่า แม้ธนาคารบางแห่งจะคาดการณ์ผิดจนขาดทุน แต่ธนาคารอีกหลายแห่งกลับทำกำไรมหาศาลจากส่วนต่างราคาที่พุ่งสูงระหว่างตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตัวเลขกำไรของธนาคารพุ่งสูงขึ้น

สถิติกำไรสูงสุดก่อนหน้านี้คือปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 ระบาด ที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงักจนเกิดส่วนต่างราคาคล้ายกัน ในปีนั้น JPMorgan Chase & Co. ยักษ์ใหญ่ในวงการทำกำไรไปได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์จากการจัดการปัญหาด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า

‘ทรัมป์-เฟด’ ดันทองพุ่ง

นักลงทุนรุ่นเก๋ามองว่าปี 2025 คือปีแห่งความผันผวนสุดขีด โดยราคาทองคำและเงินพุ่งแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือการเข้าสู่สมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายเรื่องภาษีนำเข้าและการพยายามเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นโยบายภาษีของทรัมป์สร้างกำไรมหาศาลให้ธนาคาร เนื่องจากความกังวลว่าโลหะมีค่าจะถูกเก็บภาษีนำเข้า ทำให้ราคาทองคำในนิวยอร์กพุ่งสูงกว่าราคากลางในลอนดอน เหตุการณ์นี้สร้างโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคา สำหรับผู้ค้าที่สามารถส่งทองคำและเงินเข้าไปยังสหรัฐได้

นอกเหนือจากส่วนต่างราคาแล้ว กำไรยังมาจากความต้องการของกลุ่มกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Funds) และผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ปริมาณการซื้อขายในลอนดอนที่เพิ่มขึ้นกระตุ้นให้ธนาคารอย่าง Nomura และ Deutsche Bank ขยายบริการด้านสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น 

Chhatwal กล่าวเสริมว่า ธุรกิจนี้กลายเป็นโอกาสในการทำเงินที่หอมหวาน จนทำให้หลายธนาคารพยายามจะขยับขยายหรือกลับเข้ามาลุยธุรกิจโลหะมีค่าอีกครั้ง

ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลก ฟันกำไรนิวไฮ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 68

นอกจากทองคำแล้ว "แร่เงิน" ก็เกิดความผันผวนอย่างหนักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในเดือนต.ค.ที่เกิดภาวะขาดแคลนในตลาดลอนดอน ขณะที่ในอินเดียและจีนมีความต้องการซื้อแร่เงินอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้ ธนาคารที่มีแร่เงินอยู่ในมือยังได้กำไรเพิ่มจากค่าธรรมเนียมการให้เช่าแร่เงินที่พุ่งสูงขึ้นด้วย

นักลงทุนหันมาใช้ "ออปชัน"  เพื่อทำกำไรจากความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุน ETF ทองคำและเงินรายใหญ่อย่าง SPDR Gold และ iShares Silver ที่มีการซื้อขายออปชันสูงตลอดปี สิ่งนี้ยิ่งเติมไฟให้ราคาผันผวนหนักกว่าเดิม เพราะผู้ค้าต้องไล่ซื้อสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงเมื่อราคาขึ้น และเทขายเมื่อราคาลง

"เราเห็นการซื้อขายออปชันในโลหะมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลุ่มที่ได้กำไรจากส่วนนี้คือธนาคารเพียงไม่กี่แห่งที่มีศักยภาพในการจัดการธุรกรรมที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้" Chhatwal กล่าวปิดท้าย ฃ

อ้างอิง Bloomberg