ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลกโกยกำไรทุบสถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 รับอานิสงส์ความผันผวนจากนโยบายทรัมป์ และโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาทั่วโลก
ผู้ค้า ‘ทองคำ’ ทั่วโลกโกยกำไรทุบสถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2568 รับอานิสงส์ความผันผวนจากนโยบาย ทรัมป์ และโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาทั่วโลก
บลูมเบิร์กรายงานว่า กลุ่มผู้ค้าทองคำทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 มีปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของราคาที่รุนแรงและปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลจาก Crisil Coalition Greenwich บริษัทวิเคราะห์การเงินระบุว่า รายได้จากการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะมีค่าของธนาคารทั่วโลกในปีที่ผ่านมาพุ่งแตะ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยตัวเลขประมาณการนี้ รวบรวมมาจากทั้งข้อมูลเอกสาร แบบจำลองภายใน และการวิจัยภาคสนาม
Angad Chhatwal ผู้บริหารจาก Coalition ระบุว่า แม้ธนาคารบางแห่งจะคาดการณ์ผิดจนขาดทุน แต่ธนาคารอีกหลายแห่งกลับทำกำไรมหาศาลจากส่วนต่างราคาที่พุ่งสูงระหว่างตลาดลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตัวเลขกำไรของธนาคารพุ่งสูงขึ้น
สถิติกำไรสูงสุดก่อนหน้านี้คือปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 ระบาด ที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงักจนเกิดส่วนต่างราคาคล้ายกัน ในปีนั้น JPMorgan Chase & Co. ยักษ์ใหญ่ในวงการทำกำไรไปได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์จากการจัดการปัญหาด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า
‘ทรัมป์-เฟด’ ดันทองพุ่ง
นักลงทุนรุ่นเก๋ามองว่าปี 2025 คือปีแห่งความผันผวนสุดขีด โดยราคาทองคำและเงินพุ่งแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือการเข้าสู่สมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีนโยบายเรื่องภาษีนำเข้าและการพยายามเข้าแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นโยบายภาษีของทรัมป์สร้างกำไรมหาศาลให้ธนาคาร เนื่องจากความกังวลว่าโลหะมีค่าจะถูกเก็บภาษีนำเข้า ทำให้ราคาทองคำในนิวยอร์กพุ่งสูงกว่าราคากลางในลอนดอน เหตุการณ์นี้สร้างโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างราคา สำหรับผู้ค้าที่สามารถส่งทองคำและเงินเข้าไปยังสหรัฐได้
นอกเหนือจากส่วนต่างราคาแล้ว กำไรยังมาจากความต้องการของกลุ่มกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Funds) และผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ปริมาณการซื้อขายในลอนดอนที่เพิ่มขึ้นกระตุ้นให้ธนาคารอย่าง Nomura และ Deutsche Bank ขยายบริการด้านสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น
Chhatwal กล่าวเสริมว่า ธุรกิจนี้กลายเป็นโอกาสในการทำเงินที่หอมหวาน จนทำให้หลายธนาคารพยายามจะขยับขยายหรือกลับเข้ามาลุยธุรกิจโลหะมีค่าอีกครั้ง
นอกจากทองคำแล้ว "แร่เงิน" ก็เกิดความผันผวนอย่างหนักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในเดือนต.ค.ที่เกิดภาวะขาดแคลนในตลาดลอนดอน ขณะที่ในอินเดียและจีนมีความต้องการซื้อแร่เงินอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้ ธนาคารที่มีแร่เงินอยู่ในมือยังได้กำไรเพิ่มจากค่าธรรมเนียมการให้เช่าแร่เงินที่พุ่งสูงขึ้นด้วย
นักลงทุนหันมาใช้ "ออปชัน" เพื่อทำกำไรจากความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุน ETF ทองคำและเงินรายใหญ่อย่าง SPDR Gold และ iShares Silver ที่มีการซื้อขายออปชันสูงตลอดปี สิ่งนี้ยิ่งเติมไฟให้ราคาผันผวนหนักกว่าเดิม เพราะผู้ค้าต้องไล่ซื้อสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงเมื่อราคาขึ้น และเทขายเมื่อราคาลง
"เราเห็นการซื้อขายออปชันในโลหะมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลุ่มที่ได้กำไรจากส่วนนี้คือธนาคารเพียงไม่กี่แห่งที่มีศักยภาพในการจัดการธุรกรรมที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้" Chhatwal กล่าวปิดท้าย ฃ
อ้างอิง Bloomberg





