วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

เวียดนามงัดแผนตั้ง 'กองทุนพยุงหุ้น' สกัดต่างชาติเทขาย ฉุดตลาดแย่สุดในเอเชีย

เวียดนามงัดแผนตั้ง 'กองทุนพยุงหุ้น' สกัดต่างชาติเทขาย ฉุดตลาดแย่สุดในเอเชีย

เวียดนามเร่งวางมาตรการรับมือ 'ตลาดหุ้นทรุด' ทั้งกองทุนพยุงหุ้น จำกัดกรอบซื้อขายรายวัน ไปจนใช้อินฟลูเอนเซอร์เรียกความเชื่อมั่น หลังต่างชาติเทขายสุทธิหนัก จนเป็นหนึ่งในตลาดที่แย่ที่สุดของเอเชียปีนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามกำลังวางแผนออกมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วย "พยุงตลาดหุ้น" หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากสงครามอิหร่าน และกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีผลงานแย่ที่สุดในเอเชียปีนี้

ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นหลักของเวียดนาม (.VNI) ร่วงลงถึง 9.3% ในเดือนมี.ค. ทำให้เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นเอเชียที่ทำผลงานแย่ที่สุด โดยนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ "การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากสงคราม" เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่มาจากอ่าวเปอร์เซีย

ดัชนี VNI ปิดตลาดลดลง 0.5% ในวันพฤหัสบดี โดยลดช่วงขาดทุนลงบางส่วน หลังรอยเตอร์สรายงานเกี่ยวกับข้อเสนอเหล่านี้

เวียดนามงัดแผนตั้ง 'กองทุนพยุงหุ้น' สกัดต่างชาติเทขาย ฉุดตลาดแย่สุดในเอเชีย

ส่องมาตรการพยุงหุ้นเวียดนาม

มาตรการเหล่านี้ระบุอยู่ในข้อเสนอเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอต่างๆ อาทิ

  1. การจัดตั้ง "กองทุนรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้น"
  2.  มาตรการจูงใจให้บริษัทดำเนินการซื้อหุ้นคืน
  3. การจำกัดกรอบการซื้อขายรายวัน
  4. การใช้ "อินฟลูเอนเซอร์" เพื่อส่งเสริมความเห็นในเชิงบวก

โดยเหล่านี้เป็นข้อเสนอเพื่อตอบสนองต่อการที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักของเวียดนาม (.VNI) ปรับตัวลดลงถึง 6.5% เมื่อวันที่ 9 มี.ค.
 

สำหรับรายละเอียดของ "กองทุนรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้น” หรือกองทุนพยุงหุ้นเวียดนามนั้น จะมีการช่วยเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ถูกเทขายหนัก โดยกองทุนนี้จะได้รับเงินทุนจากภาษีและค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมหลักทรัพย์ แต่เอกสารของกระทรวงยังไม่ได้ระบุแน่ชัดถึง "ขนาดของกองทุน" ขณะที่แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับข้อเสนอระบุว่า กองทุนนี้มีแนวโน้มจะมีขนาดจำกัด เนื่องจากข้อจำกัดของเวียดนามในการใช้เงินภาครัฐ 

ส่วนข้อเสนอจูงใจให้บริษัท "ซื้อหุ้นคืน" นั้น ควรให้สิทธิประโยชน์การการอำนวยความสะดวกผ่านการยกเว้นภาษีและค่าธรรมเนียม และควรมีการยกเว้นในลักษณะเดียวกันสำหรับบรรดากองทุนต่างๆ ที่เข้าซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง

นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ใช้ "อินฟลูเอนเซอร์" เพื่อเผยแพร่ “เนื้อหาเชิงบวก” เกี่ยวกับตลาดหุ้นเวียดนาม และเรียกร้องให้มีการ "กำกับดูแลทิศทางของสื่อในประเทศ" ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอยู่แล้ว แต่ให้เพิ่มความเข้มงวดยิ่งขึ้น "เพื่อสร้างความมั่นใจให้สาธารณชนในช่วงที่มีความอ่อนไหวทางการเงิน"

นอกจากนี้ ยังเสนอให้จำกัดกรอบการซื้อขายรายวันลดลงเหลือ 3–5% จากปัจจุบันที่ 7–10% และเสนอให้สามารถระงับการซื้อขายชั่วคราวได้หลายรอบ ในช่วงที่เกิดการเทขายหุ้นอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ดี กระทรวงเรียกร้องให้เพิ่มเพดานสำหรับโบรกเกอร์ในการปล่อยมาร์จิ้นแก่นักลงทุน โดยอนุญาตให้ปล่อยได้สูงสุด 7–10% ของเงินทุน จากขีดจำกัดปัจจุบันที่ 5% 

นอกจากนี้ ข้อเสนอยังมีการระบุถึง "ความเสี่ยงต่อเป้าหมายการเติบโตจีดีพี 10%" ต่อปีจนถึงปี 2030 โดยเรียกร้องให้ธนาคารกลางศึกษาการ "ปรับลดอัตราดอกเบี้ย" สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจเวียดนามด้วย

หวั่นฉุดแผนอัปสถานะตลาดของ FTSE Russell

มาตรการพยุงตลาดในครั้งนี้ยังมีขึ้นในขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนาม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะได้รับการปรับขึ้นสถานะจาก "ตลาดหุ้นชายขอบ" (frontier market) เป็น "ตลาดเกิดใหม่รอง" (Secondary Emerging Market) 

ผู้จัดทำดัชนี FTSE Russell ได้ประกาศเรื่องนี้ไปเมื่อเดือนต.ค. 2025 ปีที่แล้ว และเตรียมประกาศผลการทบทวนระหว่างกาลในวันที่ 7 เม.ย. โดยหากผ่านเกณฑ์เงื่อนไขทั้งหมด จะนำไปสู่การปรับขึ้นสถานะอย่างเป็นทางการมีผลในเดือนก.ย. 2026

เอกสารระบุว่า มาตรการที่เสนอมีเป้าหมายเพื่อ "ลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน อาจทำให้การปรับสถานะล่าช้าออกไป"

แม้นักลงทุนคาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะดีขึ้นก่อนการปรับสถานะ แต่ข้อมูลของบลูมเบิร์กระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้ "ขายสุทธิ" หุ้นเวียดนามไปมากถึงราว 1.1 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 เดือนจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการไหลออกรายไตรมาสแรกที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยในช่วงเดียวกัน ยังมีเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซีย 1.95 พันล้านดอลลาร์ และมีเงินไหลเข้าสุทธิในตลาด "มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย"

เวียดนามงัดแผนตั้ง 'กองทุนพยุงหุ้น' สกัดต่างชาติเทขาย ฉุดตลาดแย่สุดในเอเชีย

ธนาคาร Maybank Investment ประเมินว่า หากเวียดนามได้รับการปรับขึ้นสถานะจริง อาจมีการดำเนินการเป็น 3–5 ระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. โดยแต่ละระยะอาจดึงดูดเงินทุนไหลเข้า 300–500 ล้านดอลลาร์

ปัจจัยดังกล่าวอาจช่วยหนุนดัชนี VN Index หลังปรับลดลง 4.6% ในปีนี้ แม้จะปรับขึ้นแรงถึง 41% ในปี 2025 แต่ปัจจุบันกลับทำผลงานด้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค จากความกังวลว่าสงครามตะวันออกกลางจะกระทบเศรษฐกิจเวียดนาม

มาร์โก มาร์ติเนลลี หุ้นส่วนของบริษัท Turicum Investment Management ระบุว่า การขายทำกำไรและปัจจัยเฉพาะของบริษัทอาจเป็นสาเหตุของเงินทุนไหลออก ขณะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านยังกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ทางการเวียดนามได้เร่งปฏิรูปเพื่อเพิ่มความเข้าถึงของตลาด เช่น การยกเลิกข้อกำหนด pre-funding สำหรับการซื้อขายหุ้น การเพิ่มเพดานการถือหุ้นของต่างชาติในธนาคารบางแห่ง และการพัฒนาระบบชำระราคาแบบรวมศูนย์ภายในปี 2027 รวมถึงการเปิดให้นักลงทุนต่างชาติซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ระดับโลกได้

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการทบทวนครั้งนี้ โดย เหวียน โทมัส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายตลาดโลกของ SSI Securities คาดว่าจะ “ไม่มีเซอร์ไพรส์” และเวียดนามมีแนวโน้มผ่านเกณฑ์ พร้อมเดินหน้าสู่การปรับสถานะอย่างเป็นทางการ

กระทรวงความมั่นคงเข้ามามีบทบาท

มาตรการพยุงตลาดหุ้นเวียดนามในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง "ความท้าทาย" เพิ่มขึ้นที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญในการ "ปกป้องตลาดทุนจากความปั่นป่วนที่เกิดจากสงคราม"

ก่อนหน้านี้ "เกาหลีใต้" ได้ประกาศมาตรการซื้อคืนพันธบัตรฉุกเฉินมูลค่า 5 ล้านล้านวอน (3.3 พันล้านดอลลาร์) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งในภูมิภาคต้องใช้เครื่องมือในคลังนโยบายอย่างเต็มที่เพื่อ "พยุงค่าเงิน" ที่อ่อนค่าลงหนัก ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

รายงานข่าวของรอยเตอร์สยังสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของ "กระทรวงความมั่นคง" ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย โดยเอกสารของกระทรวงความมั่นคงที่กำกับดูแลหน่วยงานตำรวจ ระบุว่า การร่วงลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นเวียดนามถือเป็น “ปฏิกิริยาที่เป็นลบมากเกินไปจากนักลงทุน ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างตลาด” 

แม้กระทรวงดังกล่าวจะไม่ได้รับผิดชอบด้านนโยบายเศรษฐกิจหรือการเงิน แต่ได้มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ "พล.อ. โต เลิม" อดีตเจ้ากระทรวงได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2024 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ

ส่วนทางด้านนายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ คาดว่าจะเริ่ม "เกษียณราชการ" อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า และจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของเวียดนาม แต่ก็มีแนวโน้มว่านโยบายหลักๆ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป

เอกสารอีกฉบับหนึ่งมีเนื้อหาระบุว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ให้กระทรวงการคลังและธนาคารกลางของเวียดนาม ดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำไปใช้มากน้อยในระดับใด และยังไม่มีหน่วยงาน กระทรวง หรือสถาบันใดๆ ของรัฐที่ถูกอ้างถึงในบทความนี้ ตอบคำถามของรอยเตอร์ส


ที่มา: Reuters, Bloomberg