วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

จีนทำอย่างไรถึง ‘รับมือวิกฤติได้ดีที่สุด’ แม้นำเข้าพลังงานสูงที่สุด

จีนทำอย่างไรถึง ‘รับมือวิกฤติได้ดีที่สุด’ แม้นำเข้าพลังงานสูงที่สุด

วิกฤติพลังงานกำลังพลิกความเชื่อเดิม เมื่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากที่สุดอย่าง ‘จีน’ กลับยืนหยัดได้อย่างมั่นคงจาก ‘โครงสร้างพลังงานใหม่’ ที่วางหมากมานาน สะท้อนว่า ในยุควิกฤติ ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ใช้พลังงานน้อยที่สุด แต่คือ ผู้ที่ ‘เตรียมตัวล่วงหน้าได้ดีที่สุด’

ท่ามกลางความกังวลว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อาจเป็นชนวนระเบิดวิกฤติพลังงานโลก ประเทศที่เคยถูกคาดหมายว่าจะ “เจ็บหนักที่สุด” อย่าง “จีน” กลับพลิกบท กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ “รับมือวิกฤติได้ดีที่สุด”

ทั้งที่ความจริงแล้ว จีนคือ “ผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด” ผ่านเส้นเลือดพลังงานเส้นนี้ และพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในปริมาณมหาศาล แทบเทียบเท่าอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ “รวมกัน”

แต่ในขณะหลายประเทศเอเชียเริ่มรัดเข็มขัด ขอให้ประชาชน “ลดการใช้น้ำ ประหยัดพลังงาน หรือทำงานจากบ้าน” จีนกลับส่งสัญญาณสวนทาง ผ่านสื่อของรัฐว่า ประเทศยังมี “ชามข้าวพลังงานของตัวเอง” ที่พร้อมหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง  คำถามคือ จีนทำเช่นนี้ได้อย่างไร

วางโครงสร้างพลังงานใหม่ ‘จีนเตรียมตัวมาเป็นสิบปี’

ความได้เปรียบของจีนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค แต่เป็นผลจากนโยบายที่วางมาอย่างยาวนาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิล วันนี้ จีนมี “เกราะป้องกัน” หลายชั้น ได้แก่

  • รถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล
  • คลังน้ำมันสำรองขนาดใหญ่
  • แหล่งนำเข้าน้ำมันที่หลากหลาย  
  • โครงข่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาจาก “ในประเทศ” เป็นหลัก 

ลอรี มายลีเวอร์ตา ผู้ร่วมก่อตั้ง Centre for Research on Energy and Clean Air ชี้ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน “แทบจะตรงกับสิ่งที่นักวางแผนจีนเตรียมไว้ล่วงหน้ามานานหลายทศวรรษ”

“นี่เป็นการยืนยันว่า แนวทางลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องขนส่งทางทะเลนั้น มาถูกทางแล้ว” มายลีเวอร์ตากล่าว

EV พลิกเกมความต้องการน้ำมัน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดคือ “การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า” โดยเดิมที จีนตั้งเป้าให้ยอดขาย EV คิดเป็น 20% ของรถใหม่ภายในปี 2025 แต่ในความเป็นจริง ปีที่ผ่านมา ยอดขายพุ่งขึ้นไปถึง “50%”

การเติบโตที่เร็วกว่าคาดเช่นนี้ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของจีน “แตะจุดสูงสุดเร็วกว่าที่คาด” และเริ่มทรงตัว ทำให้น้ำมันที่ถูกแทนที่ด้วยอีวีในปีเดียว มีปริมาณ “เทียบเท่ากับน้ำมันที่จีนเคยนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียทั้งปี”

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตามวัฏจักรพลังงาน แต่คือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” 

ระบบไฟฟ้าที่แทบไม่ต้องพึ่งโลกภายนอก

อีกจุดแข็งสำคัญคือ “ระบบไฟฟ้า” จีนสามารถผลิตไฟฟ้าเกือบทั้งหมดจาก “ถ่านหิน” ในประเทศ และ “พลังงานหมุนเวียน” อย่างแสงอาทิตย์และลม

การลงทุนในพลังงานสะอาดที่ “เกินเป้าหมาย” ทำให้ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ถูกเติมเต็มเกือบทั้งหมดด้วยพลังงานใหม่เหล่านี้

ผลลัพธ์คือ จีนสามารถลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บรรเทาแรงกดดันจากตลาดโลก และทำให้ระบบไฟฟ้า เชื่อมโยงกับความเสี่ยงภายนอกน้อยลง

จีนทำอย่างไรถึง ‘รับมือวิกฤติได้ดีที่สุด’ แม้นำเข้าพลังงานสูงที่สุด

- กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล -

นำเข้าน้ำมันสูง แต่ ‘ไม่ผูกกับใครคนเดียว’

แม้จีนยังต้องนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต่างจากประเทศอื่นคือ “การกระจายความเสี่ยง” โดยจีนนำเข้าน้ำมันจากแต่ละประเทศ “มีสัดส่วนไม่ถึง 20%” 

หากดูญี่ปุ่น จะพบว่า “เกือบ 80% ของน้ำมันนำเข้า” มาจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

จีนทำอย่างไรถึง ‘รับมือวิกฤติได้ดีที่สุด’ แม้นำเข้าพลังงานสูงที่สุด

- กราฟิก: ปาลจิรนัฐ สิริจิสุทธิ์กุล -

ขณะที่จีนกระจายแหล่งนำเข้าจาก “หลายประเทศพร้อมกัน” รวมถึงรัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ซึ่งบางส่วนเป็นน้ำมันราคาถูกที่ประเทศตะวันตกไม่สามารถซื้อได้จากมาตรการคว่ำบาตร

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังเก็บน้ำมันส่วนหนึ่งไว้ใน “คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด โดยสำนักงาน Energy Aspects และ International Energy Agency ประเมินว่า หากฮอร์มุซปิดสมบูรณ์จริง จีนอาจใช้น้ำมันในคลังแทนการนำเข้าได้ “นานถึง 7 เดือน” 

ท่อส่งพลังงาน: ทางหนีจากทะเล

อีกจุดที่ทำให้จีนไม่ติดกับดักฮอร์มุซ คือ “โครงข่ายท่อส่งพลังงาน” ที่จีนสามารถนำเข้าน้ำมันและก๊าซผ่านทางบกจากรัสเซีย เอเชียกลาง และเมียนมา ทำให้ไม่ต้องพึ่งเส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว

ในอนาคต โครงการท่อส่ง “Power of Siberia 2” จากรัสเซีย จะยิ่งเพิ่มความยืดหยุ่น แม้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ

โดยสรุปแล้ว วิกฤติฮอร์มุซครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางของตลาดพลังงานโลก แต่ยังชี้ให้เห็นว่า “การวางฐานโครงสร้างล่วงหน้า” คือปัจจัยชี้ขาดในยามวิกฤติ

เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่อยู่รอดได้ อาจไม่ใช่ประเทศที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด แต่คือประเทศที่ “ปรับตัวได้เร็วและวางเกมได้ล่วงหน้า” มากที่สุด

อ้างอิง: reuterscnbc