วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

น้ำมันที่ญี่ปุ่นนำเข้า ‘แพงขึ้น 80%’ ซ้ำเติมด้วย ‘เงินเยนอ่อนค่า’

น้ำมันที่ญี่ปุ่นนำเข้า ‘แพงขึ้น 80%’ ซ้ำเติมด้วย ‘เงินเยนอ่อนค่า’

ในสงครามอิหร่าน ‘ญี่ปุ่น’ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่รับแรงกระแทกเต็ม ๆ ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับวิกฤติในรอบกว่า 15 ปี ซ้ำเติมด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่าหนัก ดันต้นทุนพลังงานพุ่งทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำมันหน้าปั๊มไปจนถึงค่าไฟและก๊าซ

ท่ามกลางสงครามอิหร่านอันลุกโชน เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “ราคาน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย” ที่ญี่ปุ่นนำเข้าภายใต้สัญญาระยะยาว “พุ่งขึ้นมากกว่า 80%” จากเดือนกุมภาพันธ์สู่เดือนมีนาคม 

ราคาน้ำมันดิบ “Arabian Light” อยู่ที่ 126.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 84% จากเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่ราคา “น้ำมันดิบดูไบ” เฉลี่ยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ประมาณ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ระดับสูงสุดที่ 131 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2008 ก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก

ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า “51% ของน้ำมันดิบที่ญี่ปุ่นนำเข้า” มาจากซาอุดีอาระเบีย และหากรวมทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้สูงถึง 94% ตามข้อมูลของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ยิ่งเพิ่มภาระให้ญี่ปุ่น โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในเดือนมีนาคม (อ้างอิงจากธนาคารกลางญี่ปุ่น) อยู่ที่ระดับมากกว่า 158 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่าลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันสูงสุดในหน่วยดอลลาร์

ในขณะนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่ม “ให้เงินอุดหนุนแก่โรงกลั่นน้ำมัน” ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม เพื่อพยายามควบคุมราคาน้ำมันเบนซินในประเทศ โดยราคาขายปลีกเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินธรรมดาทั่วประเทศ ณ วันจันทร์อยู่ที่ 170.2 เยนต่อลิตร ลดลงจาก 190.8 เยนเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ก่อนเริ่มมาตรการอุดหนุน ตามข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร

อย่างไรก็ตาม ยิ่งการหยุดชะงักยืดเยื้อ ต้นทุนการอุดหนุนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยบริษัทหลักทรัพย์ Nomura ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบ “แตะ 130 ดอลลาร์ต่อลิตร” ราคาน้ำมันเบนซินจะพุ่งเกือบ 225 เยนต่อลิตรหากไม่มีการอุดหนุน ซึ่งจะต้องใช้เงินอุดหนุนประมาณ 16,000 ล้านเยนต่อวัน (ราว 3,200 ล้านบาทต่อวัน) 

ไม่เพียงเท่านั้น ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติด้วย โดยบริษัทไฟฟ้ารายใหญ่จะปรับค่าเชื้อเพลิงตามราคานำเข้าเพื่อนำไปกำหนดค่าไฟฟ้า และราคาที่พุ่งสูงขึ้น คาดว่าจะเริ่มผลักดันค่าไฟให้ขึ้นตั้งแต่ราวเดือนมิถุนายน

ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น 1.28 จุดเปอร์เซ็นต์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะลดลง 2.65% ตามการประเมินของมาโกโตะ วาตานาเบะ จาก Sumitomo Mitsui DS Asset Management

อ้างอิง: nikkei