สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกมาเตือนถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนเมษายนนี้ โลกจะเผชิญกับสภาวะการขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก ซึ่งจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านเริ่มต้นขึ้น
นายฟาทีห์ บิโรล ผู้อำนวยการ IEA ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ “In Good Company” โดยชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์พลังงานโลก
นายบิโรลอธิบายว่า “สถานการณ์ในเดือนเมษายนจะแย่กว่าเดือนมีนาคมอย่างมาก เนื่องจากในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดยังมีน้ำมันและก๊าซบางส่วนจากเรือบรรทุกสินค้าที่ล่วงหน้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น ทำให้ยังมีทรัพยากรทยอยเข้าสู่ท่าเรือและส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อยู่”
อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายนนี้ ปริมาณน้ำมันที่จะหายไปจากระบบจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และไม่ได้มีเพียงแค่น้ำมันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพุ่งสูงขึ้นของเงินเฟ้อ และฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งนายบิโรลคาดการณ์ว่า หลายประเทศอาจจำเป็นต้องเริ่มใช้มาตรการ "ปันส่วนพลังงาน" ในอนาคตอันใกล้นี้
เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ส่งสัญญาณในเชิงบวกโดยระบุว่า กองทัพอเมริกันเตรียมที่จะถอนกำลังออกจากอิหร่าน "ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า" คำประกาศดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับในทางที่ดีและมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลง
อย่างไรก็ตาม บิโรลกลับมองต่างออกไป โดยเตือนว่าสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 นี้ ได้สร้างความเสียหายต่อระบบการจัดหาพลังงานอย่างรุนแรง จนเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาดที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าวิกฤตการณ์พลังงานครั้งไหนๆ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 หรือช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ก็ตาม
“เมื่อคุณมองไปที่วิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973 และ 1979 ในทั้งสองครั้งนั้น เราสูญเสียปริมาณน้ำมันไปประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน วิกฤตการณ์น้ำมันเหล่านี้ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในหลายประเทศ”
บิโรลกล่าวต่อว่า “แต่ในปัจจุบัน เราสูญเสียปริมาณน้ำมันไป 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าวิกฤตการณ์น้ำมันสองครั้งก่อนหน้านั้นรวมกันเสียอีก”
เขากล่าวเสริมว่า ปริมาณก๊าซที่สูญเสียไปอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญนั้น มีปริมาณมากกว่าที่สูญเสียไปจากตลาดเมื่อการไหลของก๊าซรัสเซียหยุดชะงักเมื่อสี่ปีก่อนด้วย
“วิกฤตการณ์ในปัจจุบันนั้นรุนแรงกว่าวิกฤติทั้งสามอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดรวมกันเสียอีก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น ปิโตรเคมี ปุ๋ย และกำมะถัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก” เขากล่าว “เรากำลังมุ่งหน้าสู่การหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
IEA เล็งปล่อยน้ำมันสำรองเพิ่ม
บิโรลยังกล่าวอีกว่า IEA กำลังพิจารณาที่จะปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาอีก เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ
“เราประเมินตลาดทุกวัน หรืออาจจะทุกชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ หากเราคิดว่ามีความจำเป็น เราอาจเสนอแนะ [ให้ปล่อยสำรองเพิ่มขึ้น]” บิโรลกล่าว
บิโรลมองว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินและดีเซล นี่คือความท้าทายหลัก และเราเริ่มเห็นผลกระทบแล้วในเอเชีย แต่ในไม่ช้า ในเดือนเมษายน หรืออาจจะเป็นต้นเดือนพฤษภาคม ปัญหานี้จะมาถึงยุโรป
เมื่อต้นเดือนนี้ ประเทศสมาชิก 32 ประเทศของ IEA ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองฉุกเฉินมากถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อชดเชยผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ดี บิโรลกล่าวว่าการปล่อยพลังงานสำรองชุดใหม่จะไม่สามารถแก้ปัญหาในตลาดพลังงานได้
“นี่เป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด การรักษาให้หายขาดคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรากำลังได้เวลาคืนมาบ้าง แต่ผมไม่ยืนยันว่านี่จะเป็นทางออก การปล่อยสต็อกของเรา”
อ้างอิง CNBC





