วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

เทียบ 7 ประเทศ วิธีรับมือวิกฤติน้ำมัน | กันต์ เอี่ยมอินทรา

เทียบ 7 ประเทศ วิธีรับมือวิกฤติน้ำมัน | กันต์ เอี่ยมอินทรา

เทียบ 7 ประเทศ วิธีรับมือวิกฤติน้ำมัน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไทยและสิงคโปร์ ให้เห็นภาพเป็นกรณีศึกษาที่ไทยสามารถนำมาใช้คิดต่อยอดได้

สงครามในอิหร่านขณะนี้ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤติพลังงานขาดแคลนทั่วโลกแล้ว

โดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาแหล่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางมากกว่า 80% ทุกประเทศในเอเชียตอนนี้รัดเข็มขัด และออกมาตรการรับมือกับวิกฤติขาดแคลนพลังงาน

จีนพี่ใหญ่ของเอเชียที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจมากที่สุด ที่ 15-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีน้ำมันสำรองที่ 60 วัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการประกาศจำกัดการส่งออกน้ำมัน และแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างคือลดการพึ่งพาเรือส่งน้ำมัน โดยส่งผ่านท่อ ในเชิงโครงสร้างจีนใช้พลังงานสะอาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำมานานเป็นสิบปีแล้ว พูดได้ว่าเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก ไม่นับรวมการคุยกับอิหร่านเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อินเดีย ประเทศที่ใช้น้ำมันมากอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและจีน คือวันละ 5 ล้านบาร์เรล มีน้ำมันสำรองระดับเดียวกับจีนที่ 60 วัน มีความสัมพันธ์ที่ไม่แย่กับอิหร่าน เรืออินเดียที่ติดอยู่กว่า 22 ลำ เริ่มสามารถผ่านช่องแคบได้ อินเดียยังแก้ปัญหาโดยลดการให้ก๊าซ LNG กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อตรึงปริมาณแก่ครัวเรือน

ญี่ปุ่น ประเทศใช้น้ำมันมากอันดับ 5 ของโลกและที่ 3 ของเอเชีย ไม่สามารถผลิตน้ำมันเองได้แต่มีปริมาณมีน้ำมันสำรองมากที่สุดที่ 250 วัน โดยญี่ปุ่นใช้น้ำมันวันละ 3.1 ล้านบาร์เรล และรับมือปัญหาโดยการปล่อยน้ำมันออกมาในระบบกว่า 80 ล้านบาร์เรล พูดง่ายๆ ว่า ญี่ปุ่นสามารถทานราคาน้ำมันที่ผันผวนนี้ไปได้อย่างน้อย 30 วัน และก็เร่งคู่ค้าอย่างออสเตรเลียให้ส่งพลังงานทดแทนเร็วขึ้น

เกาหลีใต้ใช้น้ำมันมากอันดับ 4 ของเอเชีย มีน้ำมันสำรองไว้ที่ 210 วัน ใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน แทนที่จะปล่อยลอยตัวตามราคาตลาด ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เคยนำมาใช้เมื่อ 30 ปีก่อน เกาหลีใต้ยังผ่อนปรนพลังงานจากถ่านหินและเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ให้ถึงระดับ 80% ของกำลังการผลิต ยังไม่รับรวมการพิจารณาแจกคูปองส่วนลดกรณีน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อินโดนีเซียใช้น้ำมันมากอันดับ 5 ของเอเชีย มีน้ำมันสำรองที่ 25 วัน ที่น้อยก็เพราะอินโดนีเซียสามารถผลิตน้ำมันเองได้ และมีน้ำมันปริมาณมาก ผลิตได้วันละเกือบ 6 แสนบาร์เรล ขณะที่ใช้อยู่ที่วันละ 1.6 ล้านบาร์เรล จึงจะเผชิญกับวิกฤตินี้น้อยที่สุดเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อินโดนีเซียผันงบประมาณรัฐบางส่วนเพื่อพยุงราคาน้ำมัน ขณะเดียวกับก็ออกแบบน้ำมัน B50 ที่ผสมครึ่งๆ ระหว่างน้ำมันปกติกับน้ำมันปาล์ม ซึ่งอินโดฯ มีอยู่มาก

ไทยและสิงคโปร์ ใช้น้ำมันปริมาณใกล้เคียงกัน และมากเป็นอันดับ 6 และ 7 ของเอเชีย ขณะที่ไทยออกนโยบายลดเปิดแอร์ ผยุงราคาน้ำมันดีเซล ทำงานที่บ้าน หาแหล่งพลังงานทดแทน เช่น สหรัฐ รัสเซีย แต่สิงคโปร์กลับจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าไทยมาก เพราะเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างพื้นฐานดี ใช้ระบบขนส่งสาธารณะอยู่แล้ว

นี่คือกรณีศึกษาที่ไทยสามารถนำมาใช้คิดต่อยอดได้ และที่สำคัญเราอาจจำเป็นต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างแบบที่จีนทำ เพราะสงครามอ่าวนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและก็คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย