วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

สื่อนอกชี้ไทยหันพึ่ง 'มหาเศรษฐี' ช่วยคุมค่าครองชีพพุ่ง

สื่อนอกชี้ไทยหันพึ่ง 'มหาเศรษฐี' ช่วยคุมค่าครองชีพพุ่ง

สื่อต่างชาติมองประเทศไทยกำลังใช้ “สูตรเดิม” ขอความร่วมมือกลุ่มทุนใหญ่ของมหาเศรษฐี เข้ามาช่วยคุมค่าครองชีพ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง แม้ช่วยลดแรงกระแทกได้รวดเร็ว แต่ก็สะท้อนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ฝังลึกในเศรษฐกิจไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประเทศไทยกำลังหันพึ่งพากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเหล่า "มหาเศรษฐี" เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัว และบทบาทสำคัญของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ 

ผู้ค้าปลีกรายใหญ่เหล่านี้ซึ่งรวมถึงบริษัทในเครือของเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ตลอดจนตระกูล "เจียรวนนท์" และ "จิราธิวัฒน์" ได้ตกลงร่วมกันนำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัท เช่น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็น มาจำหน่ายในราคาลดลง 25-50% ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ CP All และ CP Axtra ภายใต้เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์, Central Retail Corporation ของตระกูลจิราธิวัฒน์ และ Berli Jucker ของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ซึ่งร่วมมือกันตรึงราคาสินค้า ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งชนะการเลือกตั้งในเดือนก.พ.จากนโยบายลดค่าครองชีพ ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลพยายามช่วยลดภาระประชาชน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง

“นี่เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน” นายอนุทินกล่าว “สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือผู้บริโภคจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้”

แม้รัฐบาลยังคงควบคุมราคาสินค้าจำเป็นหลายรายการ แต่ต้นทุนพลังงานและการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ผลักดันราคาสินค้าพื้นฐาน เช่น เนื้อหมูและไข่ไก่ให้แพงขึ้น 

ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนยังต้องเผชิญต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อถูกกดดันในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาคท่องเที่ยวและการส่งออกที่อ่อนแรงลงตามอุปสงค์โลก

บลูมเบิร์กระบุว่า การผลักดันให้ภาคเอกชนช่วยตรึงราคาสินค้า "สะท้อนลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจการเมืองไทย" ที่ภาครัฐมีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ซึ่งครอบงำภาคเศรษฐกิจหลัก

แม้ความร่วมมือดังกล่าวช่วยบรรเทาผลกระทบได้รวดเร็วในยามวิกฤติ แต่ก็ยิ่งตอกย้ำ "โครงสร้างตลาดแบบกึ่งผูกขาด" และ "การกระจุกตัวของความมั่งคั่ง" ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นรากของความเหลื่อมล้ำในประเทศ

ข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 10% ของไทย ครองสัดส่วนรายได้รวมราวครึ่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่มีข้อมูล

แนวทางของรัฐบาลยังสะท้อนรูปแบบที่เคยใช้มาแล้ว โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเร่งกระจายวัคซีน ผ่านการสนับสนุนสถานที่ ระบบโลจิสติกส์ และการจัดซื้อวัคซีน

ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผู้ค้าปลีกหลายพันรายทั่วประเทศ ทั้งร้านค้าส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าอย่างชัดเจนภายในร้าน พร้อมป้ายแสดงส่วนลด เช่น “ลด 50%” และการนำเสนอสินค้าทางเลือกที่มีราคาต่ำกว่า

แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังติดลบติดต่อกัน 11 เดือน แต่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะผลักดันราคาผู้บริโภคให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-3% ภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 2-3% จากเดิมที่ 0.2-0.7% และปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 1.2-1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6-2%


ที่มา: Bloomberg