ส่งออก ‘เกาหลีใต้’ เดือนมี.ค.โต 48%
อานิสงส์ ‘ชิปเซมิคอนดักเตอร์-AI’ ผงาด ดันเกินดุลการค้าพุ่ง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ พยุงเศรษฐกิจสวนพิษสงครามอิหร่าน
บลูมเบิร์กรายงานว่า การส่งออกของเกาหลีใต้ ในเดือนมีนาคมยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักคือความต้องการ "ชิป" หรือเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลกที่ยังคงสูงมาก ซึ่งกลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศไว้ แม้ว่าสถานการณ์สงครามในอิหร่านจะทวีความรุนแรง
ข้อมูลจากกระทรวงการค้าเผยว่า เมื่อปรับลดความแตกต่างของจำนวนวันทำงานแล้ว มูลค่าการส่งออกจริงเพิ่มขึ้นถึง 41.9% หากดูตัวเลขรวมที่ยังไม่ปรับปรุงจะพบว่าพุ่งสูงถึง 48.3% เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่โต 28.7% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 13.2% ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้าสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ชิปและ AI คือพระเอก
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สร้างสถิติใหม่ด้วยมูลค่าส่งออกสูงถึง 3.28 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 151.4% ผลักดันจากการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และคอมพิวเตอร์ ก็มีการเติบโตในทิศทางบวกเช่นกัน
มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 55% ตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันก๊าด ปรับตัวลดลงประมาณ 5-12% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แม้เครื่องยนต์การส่งออกจะดูแข็งแกร่ง แต่เกาหลีใต้กำลังเผชิญอุปสรรคใหญ่จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานแพงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อให้กับเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นหลัก
เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง รัฐบาลภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ได้เสนองบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 26.2 ล้านล้านวอน หรือ ประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจ เช่น มาตรการลดภาระราคาน้ำมัน และการเยียวยาผู้มีรายได้น้อยรวมถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อย
แม้ว่าการส่งออกแข็งแกร่ง แต่ธนาคารกลางเกาหลีใต้(BOK) ยังคงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจที่ขยายตัวกับความเสี่ยงด้านการเงิน โดย BOK เตือนว่าความตึงเครียดกับอิหร่านอาจทำให้ค่าเงินและตลาดสินทรัพย์เกิดความผันผวนรุนแรงได้
นายลี ซูฮยอง กรรมการธนาคารกลาง ระบุว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในวงกว้าง ในขณะที่สภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่เปราะบาง และอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนสินเชื่อในภาคส่วนต่างๆ





