ญี่ปุ่นกำลัง ‘เปลี่ยนอาวุธให้กลายเป็นธุรกิจ’ ท่ามกลางโลกที่ร้อนระอุ เมื่ออุตสาหกรรมกลาโหมที่เคยโตยากและคืนทุนช้า ถูกผลักเข้าสู่เกมใหม่ผ่านโมเดลใช้ได้ทั้ง ‘ทางทหาร’ และ ‘พลเรือน’ เพื่อเปลี่ยนความมั่นคง ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
จากสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดไปด้วยสงคราม อุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่น กำลังหาทางรอดด้วยการขยายเทคโนโลยีสู่ตลาดพลเรือน โมเดล “ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน” (dual-use) จึงถูกผลักขึ้นมาเป็นหัวใจใหม่ของนโยบายรัฐ เพื่อเร่งการคืนทุนได้เร็วขึ้น และดึงภาคเอกชนกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า Oki Electric Industry ผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันประเทศของญี่ปุ่น เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงใต้น้ำ ซึ่งสามารถใช้ “ตรวจจับเรือดำน้ำ” ได้ รวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ใน “งานก่อสร้างนอกชายฝั่ง” ได้อีกด้วย
รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน ได้จัดให้ “ภาคกลาโหม” เป็น 1 ใน 17 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่รัฐจะให้ความสำคัญในการลงทุน
Oki Electric Industry มีแผนสร้างอาคารใหม่ในโรงงานที่เมืองนุมาซุ จังหวัดชิซูโอกะ ภายในเดือนตุลาคม 2027 เพื่อผลิตอุปกรณ์ด้านกลาโหม เช่น โซนาร์ สำหรับติดตั้งบนเรือดำน้ำและเรือรบ รวมถึงทุ่นเสียง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำรวจใต้น้ำที่ปล่อยจากเครื่องบิน
การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าหลายพันล้านเยน และจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2023
แม้ปัจจุบันโซนาร์และทุ่นเสียง จะถูกใช้ในภาคทหารเป็นหลัก แต่บริษัทกำลังมองหาการขยายไปยังตลาดพลเรือน โดยเตรียมผลักดันสินค้าในรูปแบบ “เครื่องวัดแรงดันเสียงใต้น้ำ” สำหรับตรวจวัดเสียงจากโครงการก่อสร้างนอกชายฝั่งและพลังงานลม
ด้าน Hitachi กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาอุปกรณ์กลาโหม ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์ใช้ AI ในการตรวจจับความเสียหายในธุรกิจรถไฟมาก่อน
ขณะที่ Fujitsu ได้ร่วมมือกับ Lockheed Martin ของสหรัฐ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง โดยคาดว่า จะร่วมมือในด้านควอนตัมคอมพิวติ้ง เซ็นเซอร์ และ AI แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึก
ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกลาโหมของญี่ปุ่นเน้นผลิตเพื่อกองกำลังป้องกันตนเองเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2023 รัฐบาลเริ่มเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างจริงจัง หลังสงครามยูเครนและความตึงเครียดขึ้นกับจีนและเกาหลีเหนือ
ในปีงบประมาณ 2025 ญี่ปุ่น สามารถบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศได้สำเร็จ
การพัฒนาเทคโนโลยีที่ “ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน” จึงถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการคืนทุน
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยทางทหาร Stockholm International Peace Research Institute ระบุว่า ญี่ปุ่นมีอันดับการใช้จ่ายด้านกลาโหมอยู่ที่อันดับ 10 ของโลกในปี 2024 แต่กลับอยู่เพียงอันดับ 51 ในด้านการส่งออกอาวุธหลักในช่วงปี 2020–2024
อ้างอิง: nikkei





