อดีตนายกฯ เศรษฐา เสนอเพิ่มกรอบเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ไม่หวั่นเครดิตเรทติ้งประเทศ ย้ำ 'บริษัทเครดิตเรทติ้งไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศ'
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เรียกร้องให้รัฐบาล "เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ" เพื่อรับมือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อดีตนายกฯ เสนอให้ปรับเพิ่มสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขึ้นเป็นไม่เกิน 80% จากปัจจุบันที่ไม่เกิน 70% เพื่อให้สามารถเปิดพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากนำเงินไปใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน ทางหลวง หรือโครงการป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่การแจกเงินประชานิยม ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ทั้งในสายตาประชาชนและจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ปัจจุบัน รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ตอบรับแนวคิดเรื่องการเพิ่มเพดานกู้ยืม หลังจากเมื่อปีที่แล้วบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody's Ratings) และฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) "ปรับลด" แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงสู่ “เชิงลบ” จากเดิมที่มีเสถียรภาพ โดยให้เหตุผลถึงฐานะการคลังของไทยที่อ่อนแอลง
อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจมูลค่า 5.7 แสนล้านดอลลาร์ จากสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ได้จุดกระแสเรียกร้องให้เพิ่มเพดานการกู้ยืมขึ้นมาอีกครั้ง
“บริษัทจัดอันดับเครดิตไม่ได้เป็นคนบริหารประเทศ เราต่างหากที่บริหารประเทศ” เศรษฐาวัย 64 ปี กล่าวพร้อมระบุว่า หากมั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องตัดสินใจเดินหน้า
ทั้งนี้ ประเทศไทยดำเนินนโยบายการกู้ยืมอย่างระมัดระวังมาตั้งแต่หลังเผชิญวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 ซึ่งเกิดจากการลดค่าเงินบาท และต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ในปี 2564 เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด-19
อย่างไรก็ตาม วิกฤติราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดนี้ กำลังกดดันให้รัฐบาลทั่วโลกต้องใช้มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุด "อินโดนีเซีย" ซึ่งเคยขอรับความช่วยเหลือจาก IMF เช่นกัน ระบุว่าอาจยอมให้การขาดดุลงบประมาณเกินเพดานที่ตั้งไว้ได้ในกรณีฉุกเฉิน
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งไม่ได้ให้ความเห็นต่อรายงานข่าวนี้ เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า "ต้องการรักษาวินัยการคลังและคงเพดานหนี้ปัจจุบันเอาไว้" ขณะที่รัฐบาลเพิ่งประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเมื่อวันพฤหัสบดี และกำลังพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระการใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุน
บลูมเบิร์กระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2566-2567 นายเศรษฐาได้ผลักดันนโยบายแจกเงินและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก แม้จะระบุว่าเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่เขายังต้องการเสนอความเห็นเพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า
สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 2.5% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เกือบสองเท่า แต่ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์" และต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับ "เวียดนาม" ที่ขยายตัว 8.46%
“ไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องเติบโตอยู่แค่ 2-3%” เศรษฐากล่าว “คุณไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเอง คุณกำลังแข่งขันกับเวียดนาม”
ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตราว 1.5-2.5% ในปีนี้ แต่ผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือเพียงกว่า 1% เล็กน้อย ขณะที่เศรษฐาได้ตั้งคำถามต่อการประเมินก่อนสงครามของรมว.คลังที่ว่า เศรษฐกิจไทย “พ้นห้องไอซียูแล้ว”
“เราอาจพ้นจากภาวะโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้นไอซียู” เศรษฐากล่าว “เรายังต้องการมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในทุกด้าน แต่ต้องโฟกัสที่จุดแข็งของเรา ซึ่งเราทำได้ดีในแง่การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ”
ทั้งนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้ระบุถึงความท้าทายหลายข้อของไทย ซึ่งรวมถึง ผลิตภาพในระดับต่ำที่เนื้อรัง โครงสร้างประชากรสูงวัย และการลงทุนด้านการศึกษาที่ไม่เพียงพอ
เศรษฐากล่าวว่า การเพิ่มเพดานหนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะถูกปรับลดอันดับเครดิตโดยอัตโนมัติ และไทยก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการขายพันธบัตร เนื่องจากมักได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปและกองทุนในประเทศ
ในมุมมองของอดีตนายกฯ ได้เสนอให้ใช้เงินกู้ใหม่ราว 7 แสนล้านบาท ไปแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่กระทบประชาชนราว 25 ล้านครัวเรือนคนที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม
“เราควรทำโครงการ ‘ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีภัยแล้ง’ และลงทุนให้มากเพื่อช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชได้ตามที่ต้องการและได้ผลผลิตที่เหมาะสม” เขากล่าว “ต้องมีพลังงานสะอาดเพียงพอ ไฟฟ้าเพียงพอ และน้ำเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก”
เศรษฐากล่าวว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือนที่แล้วของนายกฯ อนุทิน และอิทธิพลที่มีต่อสถาบันสำคัญๆ ทำให้เขา "มีสถานะที่แข็งแกร่งมาก" ซึ่งสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเร่งด่วนได้ หลังจากความปั่นป่วนทางการเมืองที่มีมายาวนานหลายปีบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและกดดันตลาดเงิน
ทั้งนี้เศรษฐาเปิดเผยว่า เขาและนายอนุทินยังคงพบปะรับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นครั้งคราว
นายเศรษฐากล่าวทิ้งท้ายว่า คณะรัฐมนตรีของอนุทิน ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ควรเร่งดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น Microsoft, Amazon, Alphabet, ByteDance และ Alibaba Group
“นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี นี่คือโอกาสทอง” เศรษฐากล่าว “เขาควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่กล้าหาญจริงๆ”
ที่มา: Bloomberg





