ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลาง ‘น้ำมัน’ กำลังกลายเป็นอาวุธ เมื่ออิหร่านตั้งเงื่อนไข เปิดทางผ่านฮอร์มุซ แลกกับชำระด้วย ‘หยวน’ เกมนี้ไม่เพียงเขย่า ‘เปโตรดอลลาร์’ แต่ยังเปิดเวทีให้จีน พร้อมความเสี่ยงถูกดึงเข้าสู่แรงปะทะมหาอำนาจ
ในโลกที่ “น้ำมันดิบ” คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ตั้งแต่เชื้อเพลิง พลาสติก เส้นใยเสื้อผ้าสังเคราะห์ เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงเครื่องสำอางต่าง ๆ ก็ล้วนมีส่วนผสมมาจากปิโตรเลียม
ท่ามกลางเพลิงสงครามนี้ อิหร่านกำลังหยิบ “ไพ่ใบใหม่” ขึ้นมาเดิมพัน นั่นคือ อนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ต้องจ่ายเป็น “เงินหยวน”
เดิมที อิหร่านใช้การ “ปิดช่องแคบ” เป็นเครื่องมือกดดันโลก แต่การปิดเต็มรูปแบบ มีต้นทุนสูงเกินไป เพราะไม่เพียงกระทบศัตรู แต่กระทบ “ทั้งโลก” รวมถึงพันธมิตรอย่างจีน
ดังนั้น ข้อเสนอใหม่จึงเปลี่ยนเกม จากการ “ปิด” เป็นการ “ควบคุมเงื่อนไข” ใครอยากผ่าน
ต้องเล่นตามกติกาของอิหร่าน และกติกานั้นคือ ซื้อขายน้ำมันด้วยเงินหยวน
อย่างไรก็ตาม แม้เป็นก้าวสำคัญของจีนในการผลักดันสกุลเงินของตนเข้าสู่ตลาดพลังงานโลก แต่สำหรับนักวิเคราะห์ในจีนเอง กลับมองอย่างระมัดระวังมากกว่านั้น เหตุผลไม่ใช่เพราะแนวคิดนี้ทำไม่ได้ แต่เพราะ “ทำไม่ง่าย และอาจมีราคาจ่ายสูงกว่าที่คิด”
หยวนขึ้นมีบทบาท แต่เสี่ยงชนสหรัฐแรงกว่าเดิม
ในปัจจุบัน การซื้อขายน้ำมันส่วนใหญ่ของโลกยังคงอิงกับ “ดอลลาร์” การเปลี่ยนไปใช้หยวนในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการชำระเงิน แต่อาจเป็น “การเลือกข้างทางการเมือง” โดยปริยาย
ประเทศหรือบริษัทที่ยอมทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน อาจสุ่มเสี่ยงเผชิญ “มาตรการตอบโต้” จากสหรัฐและอิสราเอล
สำหรับจีน สถานการณ์นี้คือ “โอกาส” และ “กับดัก” ในเวลาเดียวกัน โดยด้านหนึ่ง การใช้หยวนในน้ำมัน เป็นการเสริมสถานะสกุลหยวน และเพิ่มอิทธิพลในตลาดพลังงานโลก
แต่ในอีกด้าน สหรัฐกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด และความตึงเครียดระหว่างจีน–สหรัฐจะร้อนขึ้นในทันที ซึ่งขณะนี้ รายได้หลักของจีนยังคงพึ่งพา “การส่งออก” อยู่มาก และไม่ง่ายที่จะหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงและมีขนาดใหญ่อย่างสหรัฐได้ในระยะอันสั้น
หวัง อี้เหว่ย ผู้อำนวยการสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินมองว่า แนวคิด “หยวนแลกทางผ่าน” เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติ ที่มีแนวโน้มได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มากกว่าการปิดช่องแคบทั้งหมด
แต่หวังก็เตือนว่า แนวทางดังกล่าว อาจ “ดึงจีนเข้าไปพัวพัน” กับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้างมากขึ้น
หวัง อี้เหว่ยเสริมว่า สหรัฐมีแนวโน้มจะจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการใช้เงินหยวนในการชำระค่าน้ำมันในตะวันออกกลาง และเรื่องนี้จะสร้างความท้าทายทั้งต่อความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ และต่อตลาดพลังงานโลก
ดังนั้น การหาจุดสมดุลระหว่าง “ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์” กับ “แรงกดดันทางการเมือง” จะเป็นบททดสอบสำคัญของจีนในระยะต่อไป
ทางเทคนิค ‘ทำได้’ แต่โลกจริง ‘ไม่ง่าย’
ในเงื่อนไขสำคัญของอิหร่าน ให้ชำระธุรกรรมน้ำมันเป็น “เงินหยวน” แต่ความท้าทาย คือ “มาตรการบังคับใช้”
“ในเชิงเทคนิคและเชิงสถาบัน มาตรการลักษณะนี้บังคับใช้ได้ยาก โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าธุรกรรมถูกชำระด้วยเงินหยวนจริงหรือไม่” กง จง ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย International Business and Economics กล่าว
ในทางทฤษฎี การจ่ายเงินหยวนควรหมายถึง คู่ค้าตกลงราคาเป็นหยวน โอนเงินผ่านระบบของจีน และปิดดีลจ่ายด้วยเงินหยวนจริง
อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่คือ หลังจากนั้น “แปลงกลับเป็นดอลลาร์ได้” ผ่านตลาดการเงิน ผลคือหน้าฉากเป็นหยวน แต่หลังฉากอาจเป็นดอลลาร์
ดังนั้น ถ้าจะบังคับจริง ต้องควบคุมการไหลของทุนให้อยู่ในหยวน ซึ่งค่อนข้างท้าทายในตลาดโลกที่ส่วนใหญ่อิงระบบนิเวศดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น การซื้อขายน้ำมัน 1 ดีล ไม่ได้จบในธุรกรรมเดียว แต่มักประกอบด้วยสัญญาซื้อขาย การขนส่ง ประกันภัย การจัดไฟแนนซ์ ซึ่งแต่ละส่วนอาจใช้ “คนละสกุลเงิน”
อีกทั้งระบบโลกยังคงอยู่ใต้อิทธิพลดอลลาร์ ตั้งแต่ตลาดน้ำมันโลก (Brent / WTI) ที่ยังอิงราคาดอลลาร์ ระบบธนาคารสากลยังเชื่อมกับดอลลาร์และระบบ SWIFT ของตะวันตก รวมถึงบริษัทพลังงานยังบริหารความเสี่ยงด้วย USD
ดอลลาร์ถูกทดสอบ หยวน ‘เริ่มมีที่ยืน’ ในน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม หลิน ป๋อเฉียง คณบดีสถาบันวิจัยนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน มองในเชิงบวกว่า “หากสามารถตรวจสอบวิธีการทำธุรกรรมได้ ข้อตกลงนี้ก็มีความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิค หากการชำระเงินด้วยหยวนช่วยให้ผ่านช่องแคบได้ ‘ธุรกรรมด้านอื่น ๆ ก็อาจตามมา’ ซึ่งจะช่วยเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นให้กับการค้าโลก” เขากล่าว
ขณะเดียวกัน รายงานวิจัยของ Deutsche ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี มองว่า สงครามในอิหร่าน กำลัง “ทดสอบบทบาทของดอลลาร์” ในฐานะสกุลเงินหลักของการค้าน้ำมันโลก โดยหนึ่งในผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นคือ การหันมาใช้ “เงินหยวน” ของจีนมากขึ้น
“ความขัดแย้งครั้งนี้ อาจกลายเป็นตัวเร่งให้การครองอำนาจของ ‘เปโตรดอลลาร์’ เริ่มถูกกัดเซาะ และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘เปโตรหยวน’ ” มัลลิกา ซัชเดวา นักกลยุทธ์ของธนาคาร Deutsche ระบุ
รายงานวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับระบอบเปโตรดอลลาร์ อาจสร้าง “ผลกระทบลูกโซ่” อย่างมีนัยสำคัญ ต่อบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่ใช้ในการค้าและการออมทั่วโลก รวมถึงสถานะเงินสำรองหลักของโลก
ทั้งนี้ “ข้อตกลงเปโตรดอลลาร์” มีรากฐานย้อนกลับไปถึงปี 1974 เมื่อซาอุดีอาระเบียและเหล่าชาติอาหรับ ตกลงตั้งราคาน้ำมันเป็น “ดอลลาร์สหรัฐ” และนำเงินส่วนเกินไปลงทุนใน “สินทรัพย์สกุลดอลลาร์” เพื่อแลกกับหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียขายน้ำมันให้จีน “มากกว่าสหรัฐถึง 4 เท่า” อีกทั้งประเทศในอ่าวอาหรับอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็เริ่มทดลองโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่ “ไม่ใช้ดอลลาร์” เช่น โครงการ mBridge ในการนำเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง 4 สกุล (ไทย จีน ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มาใช้
- ภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย -
อ้างอิง: scmp, bloomberg, กรุงเทพธุรกิจ





