สิงคโปร์เร่งปั้น 'ฮับค้าทองคำแห่งเอเชีย' ยกระดับตลาด-คลังเก็บ-ชำระราคา พร้อมชูจุดเด่น 'ศูนย์กลางรับฝากทองคำสำรอง' ของแบงก์ชาติต่างประเทศ ดึงธนาคารกลางเข้าฝากทอง แข่งฮ่องกง-จีนชิงสภาพคล่องตลาดโลก
"สิงคโปร์" ประกาศแผนในวันศุกร์นี้ (27 มี.ค.) เตรียมผลักดันให้ประเทศเป็น "ศูนย์กลางการค้าทองคำของเอเชีย" โดยหน่วยงานกำกับดูแลและผู้เล่นในอุตสาหกรรมจะร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการซื้อขายทอง การชำระราคา และการเก็บรักษาทองคำให้แข็งแกร่งขึ้น
ปัจจุบัน สิงคโปร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของเอเชียอยู่แล้ว และกำลังขยายธุรกิจการซื้อขายทองคำท่ามกลางการแข่งขันกันในภูมิภาคเพื่อดึงดูดกระแสการซื้อขายทองคำให้มากขึ้น โดยที่คู่แข่งรายใหญ่อย่าง "ฮ่องกง" ก็กำลังเดินหน้าผลักดันการเชื่อมโยงตลาดทองคำกับ "เซี่ยงไฮ้" ที่เป็นตลาดซื้อขายใหญ่สุดในแง่ปริมาณเช่นกัน
ภายใต้แผนการปั้น "ฮับค้าทองคำแห่งเอเชีย" นี้ ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และสมาคมตลาดทองคำสิงคโปร์ (SBMA) ระบุว่าได้กำหนด 4 ด้านสำคัญที่จะมุ่งเน้น ได้แก่
- ขยายผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
- จัดตั้งระบบชำระราคาและส่งมอบที่น่าเชื่อถือ
- ยกระดับมาตรฐานคลังเก็บทองและระบบโลจิสติกส์
- ศึกษาด้านบริการรับฝากทองคำสำหรับ "ธนาคารกลางของต่างประเทศ" และหน่วยงานภาครัฐ
“เราไม่ได้เดิมพันว่าราคาทองคำระยะสั้นจะขึ้นหรือลง....สิ่งที่เรากำลังทำคือ การสร้างระบบนิเวศสำหรับกิจกรรมการค้าทองคำที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์” ชี ฮอง ตัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ และรองผู้ว่าการธนาคารกลางสิงคโปร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว
แผนดังกล่าวนี้อ้างอิงจากความเห็นของภาคอุตสาหกรรม และมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดทองคำและกิจกรรมที่มีมูลค่าสูงเข้าสู่สิงคโปร์พร้อมการสร้างงาน
สิงคโปร์เดินหน้าแผนการนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้นปี โดยเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ แบงก์ชาติสิงคโปร์และสมาคม SBMA ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีสมาชิกประกอบด้วยธนาคารระดับโลก เช่น DBS, ICBC Standard Bank, JPMorgan, UBS, UOB, SGX และสภาทองคำโลก (WGC)
ในเดือนกุมภาพันธ์ ธนาคาร OCBC ระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาบริการรับฝากทองคำจริง สำหรับลูกค้าสถาบันและลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง
ทั้งนี้ ความต้องการทองคำยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าราคาจะปรับตัวลดลงแรงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น และความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้นจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง
จับตาบทบาท 'รับฝากทองคำสำรองแบงก์ชาติ'
ในความพยายามปั้นฮับค้าทองแห่งเอเชีย หนึ่งในประเด็นน่าสนใจที่สิงคโปร์กำลังจะทำก็คือ การขยายขีดความสามารถด้าน "การเก็บรักษาทองคำ" เพื่อก้าวขึ้นเป็น "ผู้รับฝากทองคำสำรองของธนาคารกลางต่างประเทศ" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศให้สามารถแข่งขันกับฮ่องกง ในฐานะศูนย์กลางทองคำระดับภูมิภาค
ธนาคารกลางสิงคโปร์ระบุว่า จะพิจารณาให้บริการคลังเก็บทองคำสำหรับธนาคารกลางต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อตอบสนองความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำ เพื่อส่งเสริมการค้นหาราคาและเพิ่มสภาพคล่อง”
การดึงดูดธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแหล่งสภาพคล่องสำคัญจากปริมาณทองคำสำรองมหาศาล จะเป็นปัจจัยหลักของแผนปั้นฮับของสิงคโปร์ ร่วมกับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาด ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักของศูนย์กลางการค้าทองคำระดับโลกอย่าง "ลอนดอน" ที่มีมูลค่าการซื้อขายหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน
ข้อมูลจากสภาทองคำโลก ระบุว่า "ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมเกือบ 39,000 ตัน" หรือคิดเป็นราว 18% ของทองคำทั้งหมดที่ถูกขุดขึ้นมา แม้ทองคำสำรองของสิงคโปร์จะมีสัดส่วนน้อยมากที่ 193.6 ตัน ณ เดือนม.ค. 2026 แต่สิงคโปร์ก็เป็นหนึ่งในตลาดที่มีอิทธิพลของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันยังถูกครอบงำโดย "ฮ่องกง" ในฐานะประตูสำคัญของการเคลื่อนย้ายโลหะมีค่าที่เข้าและออกจาก "จีน" ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก
“ตลาดนี้มีขนาดใหญ่พอที่เราจะอยู่ร่วมกันได้ และทั้งสองเมืองสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้” ชี ฮอง ตัต กล่าวพร้อมระบุว่า ธนาคารกลางและนักลงทุน “มองทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนในช่วงนี้”
ข้อเสนอของสิงคโปร์อาจดึงดูดประเทศที่ "ตั้งคำถาม" ต่อสถานะและความน่าเชื่อถือของศูนย์กลางเดิมอย่าง "ลอนดอน" และ "นิวยอร์ก" โดยหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ได้ทยอยนำทองคำกลับประเทศด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เช่นเดียวกับโปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และเซอร์เบีย
ส่วนในเอเชียนั้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) สนับสนุนตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) เพื่อดึงดูดธนาคารกลางจากประเทศพันธมิตรให้เข้าซื้อและเก็บทองคำภายในจีน โดยมี "กัมพูชา" เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่เข้าร่วมตามรายงานของบลูมเบิร์กเมื่อเดือนก.ย.





