ฮอร์มุซปิดเขย่าจานข้าวไทย ต้นทุนพุ่ง-ออร์เดอร์ส่งออก 'ข้าวไทย' หาย ขณะน้ำมันแพงซ้ำเติม 'ประมง' จนเสี่ยงหยุดการออกเรือวงกว้าง ผู้ประกอบการชี้วิกฤติรอบนี้หนักกว่าช่วงโควิด
สงครามอิหร่านไม่ได้สะเทือนแค่ตลาดพลังงาน แต่กำลัง “ลามถึงจานข้าวโลก” เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตัดเส้นทางส่งออก "ข้าวไทย" ดันต้นทุนพุ่ง คำสั่งซื้อหาย เสี่ยงทำรายได้จากตลาดตะวันออกกลางหดตัว ขณะที่ “ภาคประมง” เผชิญราคาน้ำมันพุ่งจนเรือจอดท่า ผู้ประกอบการเตือนวิกฤติรอบนี้ “หนักกว่าโควิด-19”
เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ประเทศไทย หนึ่งในผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ส่งออกข้าวไปยังประเทศตะวันออกกลางราว 1.34 ล้านตันปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ส่งออกไปยัง “อิรัก” และ “เยเมน” คิดเป็นประมาณ 17% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เดือนมี.ค.นี้ การส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นเริ่ม “ชะลอตัวลง” จากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นตามข้อมูลจากรัฐบาลไทย
“ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ปริมาณข้าวที่เราส่งไปตะวันออกกลางแต่ละปี อาจหายไปเกือบหมด” อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าว พร้อมระบุว่า การส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคดังกล่าวลดลงอย่างมาก หลังวิกฤติสงครามอิหร่านปะทุขึ้น
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศยังเสริมว่า คำสั่งซื้อจากลูกค้ารายสำคัญในภูมิภาคมีแนวโน้มไม่ฟื้นตัวในเร็ววัน จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด อีกปัญหาสำคัญคือ “ค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น” ทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัย ตามข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศ
“ค่าเบี้ยประกันภัยจากความเสี่ยงสงคราม “เพิ่มขึ้นถึง 40%” ทำให้ผู้ส่งออกไทยตั้งราคาที่แข่งขันได้ยากขึ้น” นางอารดา กล่าว “จากปัจจัยลบเหล่านี้ เราคาดว่าการส่งออกข้าวทั้งปีจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ล้านตันอย่างมาก”
ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าวทั่วโลกได้ 7.9 ล้านตันในปี 2025 โดยตัวเลขปีนี้ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะ “ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี” จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ท่ามกลางแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อย่าง อินเดีย และเวียดนาม
ขณะนี้ รัฐบาลไทยกำลังวางแผนเพิ่มส่งออกข้าวไปยัง “แอฟริกา” ผ่านช่องทางตลาดต่างๆ เช่น งานแสดงสินค้าข้าว เพื่อดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ และการเจรจากับรัฐบาลประเทศในแอฟริกาเพื่อทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G)
ปีที่ผ่านมา “ประเทศในแอฟริกา” คิดเป็นสัดส่วนราว 33% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย มีแอฟริกาใต้ เซเนกัล และแองโกลาเป็นตลาดหลัก ขณะที่ตลาดเอเชียคิดเป็น 22% นำโดยจีน มาเลเซีย และญี่ปุ่น
ต้นทุนพุ่งทำส่งออกข้าว ‘เวียดนาม’ ล่าช้า
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน เพิ่งมีรายงานว่า “เวียดนาม” อีกหนึ่งประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญปัญหาส่งออกข้าวที่ล่าช้าจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ดันต้นทุนขนส่ง และค่าเบี้ยประกันภัยแพงขึ้น
สำนักข่าวเวียดนาม นิวส์ รายงานอ้างเหวียน อันห์ เซิน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม และการค้าว่า ระยะเวลาการส่งมอบสินค้ายืดออกไป 10-15 วัน ขณะที่ต้นทุนขนส่งในประเทศเพิ่มขึ้น 20,000 ดอง (ราว 26 บาท) เป็น 30,000 ดอง (ราว 40 บาท)
ผู้ส่งออกข้าวกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และการปรับเส้นทางการขนส่ง ทำให้ผู้ค้าต้องเจรจาสัญญาใหม่ เลื่อนการส่งมอบสินค้า หรือชะลอคำสั่งซื้อใหม่
น้ำมันพุ่ง “อาจไม่มีปลามาขาย”
รอยเตอร์ส รายงานว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจากสงครามสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังส่งผลกระทบต่อ “อุตสาหกรรมประมง” ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของไทยให้ใกล้เข้าสู่ภาวะหยุดชะงัก ชาวประมงเตือนว่าอาจต้องหยุดออกเรือภายในไม่กี่วัน หากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือ
นายจุมพล ฆนวารี ประธานชมรมผู้ขายปลาจังหวัดสมุทรสาคร (ตลาดทะเลไทย) กล่าวว่า ที่ท่าเรือประมงใหญ่ที่สุดของประเทศ จังหวัดสมุทรสาคร เรืออวนลากกว่าครึ่งจอดเทียบท่าแล้ว และเรือที่ยังออกทำการอยู่น่าจะหยุดในไม่กี่วัน
“หลังวันที่ 1 เมษายน คุณอาจเห็นว่าไม่มีปลาออกมาขายแล้ว เพราะเรือประมงไม่สามารถแบกรับต้นทุนลูกเรือและภาระครอบครัวได้อีกต่อไป”
นายจุมพล กล่าวว่า ทุกวันจะมีปลาราว 800 ตันจาก 22 พื้นที่ชายฝั่ง นำมาจำหน่ายที่ตลาดปลาในสมุทรสาคร แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤติพลังงานครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แม้แต่ช่วงโควิด-19 ก็ยังไม่หนักเท่า
“ถ้าเราแบกรับต้นทุนต่อไปไม่ไหว เราก็ต้องจอดเรือเพราะราคาน้ำมัน” ปริเยศ มณีสัมพันธ์ ชาวประมงในพื้นที่กล่าว
ข้อมูลรัฐบาลระบุว่าปี 2567 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ไปยังปลายทาง เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือชาวประมง รวมถึงจัดหาน้ำมันไบโอดีเซล B20 และน้ำมันปาล์ม
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดีเซลไทยปรับขึ้นแตะ 38.94 บาทต่อลิตร (1.19 ดอลลาร์) ในวันพฤหัสบดี หลังสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนของรัฐบาล จากระดับ 29.94 บาทต่อลิตรในเดือนก.พ. ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แต่หากราคาดีเซลแตะ 40 บาทต่อลิตร การออกเรือจะไม่คุ้มทุน บุญชู ล้นลุย ชาวประมงอีกรายหนึ่งในพื้นที่กล่าวว่า ลูกเรือบางส่วนเริ่มปรับแผนการออกเรือเพื่อประหยัดน้ำมันแล้ว
“ตอนนี้ราคาขึ้น เราต้องแล่นเรือช้าลง ทำให้จับปลาได้น้อยลง” บุญชู กล่าว “เราอยู่แบบนี้ไม่ไหว”
+++ จี้รัฐลดน้ำมันด่วนก่อนจอดเรือ 60-70%”
นายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง กลุ่มชาวประมงรู้ทันทีว่าจะเกิดปัญหาราคาน้ำมันแพง จึงหารือรัฐบาลตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดสงครามเพื่อหาทางช่วยเหลือ สรุปว่าจะนำน้ำมัน B20 มาใช้เพื่อให้ต้นทุนน้ำมันสำหรับทำการประมงอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท
ระดับราคาน้ำมันดังกล่าวทำให้การทำประมงพออยู่ได้ เจ้าของเรือแต่ละลำต้องบริหารจัดการการออกเรือแต่ละครั้งว่าคุ้มหรือไม่
การประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ทำให้ราคาน้ำมันประมงเพิ่มเป็น 37 บาท เป็นระดับสูงกว่าเพดานทำประมงที่ไม่ควรเกินลิตรละ 35 บาท ดังนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถคุมราคาน้ำมันได้คาดว่า สิ้นเดือน มี.ค.2569 เรือประมงจอดเทียบ 60-70% อย่างแน่นอน
“ปัจจุบันเรือประมงยื่นขอรับใบอนุญาตทำประมงมี 8,100 ลำ และจำนวนนี้เข้ามาขอรหัสน้ำมันเขียวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย 6,000 ลำ ซึ่งใช้น้ำมันเดือนละ 50 ล้านลิตร ลดลงจากเดิม 80-90 ล้านลิตร หรือเรือประมงมีการใช้น้ำมัน ประมาณ 1.2-1.3 ล้านลิตรต่อวัน ”
สำหรับผลกระทบจากน้ำมันขึ้นราคาเคยเกิดขึ้นรุนแรงในปี 2552 ขณะนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ไม่รุนแรงขนาดนี้ที่ปั๊มน้ำมันไม่ยอมให้บริการ
นายมงคล กล่าวว่า เรือประมงที่จอดเทียบท่ายังมีปัญหาแรงงานบนเรือที่เจ้าของเรือต้องจ้างต่อแม้ไม่ได้ทำงาน เพื่อรักษาแรงงานไว้ ขณะที่ราคาสินค้าประมงคาดว่า ปรับขึ้นอย่างน้อย 30-50%
“การปรับตัวของเรือประมงในสถานการณ์นี้ อยู่ที่การบริหารจัดการของเรือแต่ละลำ โดยส่วนตัว ยังพอออกเรือได้อีก 1 เดือน ซึ่งมีต้นทุนน้ำมันที่ครั้งละ 6 แสนบาท (เรือลากคู่) ไม่รวมค่าแรง”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





