เงินอ่าวมหาศาลที่เคยไหลหล่อเลี้ยงโลก กำลังเริ่ม ‘ไหลย้อนกลับ’ ความบอบช้ำจากสงครามอิหร่าน กำลังกดดันให้ประเทศอ่าว ‘ดึงเงินที่ลงทุนอยู่ทั่วโลกกลับ’ หันมาฟื้นฟู และเสริมความมั่นคงทางกลาโหมของตัวเองแทน
เมื่อเอ่ยถึง “ตะวันออกกลาง” หลายคนอาจนึกถึง “น้ำมัน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่า กลับเป็น “เงินลงทุนมหาศาล” ซึ่งประเทศอ่าวอาหรับเหล่านี้โปรยลงทุนทั่วโลก
ตัวอย่างเช่นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และประเทศอ่าวอื่นๆ ถือครองสินทรัพย์รวมกัน “5 ล้านล้านดอลลาร์” (ประมาณ 160 ล้านล้านบาท) และกระจายลงทุนไปทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐ แอฟริกา เอเชีย ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และความบันเทิง
ตัวอย่างล่าสุดคือ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศอ่าวเข้าไปสนับสนุนความพยายามของบริษัทบันเทิงสหรัฐอย่าง Paramount ในการเข้าซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Warner Brothers
ไม่เพียงเท่านั้น ยังอยู่เบื้องหลังดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่อย่างการเข้าซื้อบริษัทเกม Electronic Arts มูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์ที่ได้รับการหนุนจากซาอุดีอาระเบีย และดีลของกองทุนจากอาบูดาบีที่เข้าซื้อบริษัทโฆษณา Clear Channel Outdoor Holdings และเข้าลงทุนซื้อกิจการ TikTok ด้วย
เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเยือนตะวันออกกลาง เขากลับมาพร้อม “คำมั่นลงทุนสหรัฐมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์” จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์
ทว่าในวันนี้ เส้นเลือดการเงินสายสำคัญนี้กำลังสั่นคลอน จากแรงกระแทกของ “สงครามอิหร่าน”
เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น เงินที่เคยไหลออกสู่โลก กำลังเริ่ม “ไหลกลับเข้าบ้าน” และนั่นหมายความว่า ดีลขนาดใหญ่ที่เคยค้ำเศรษฐกิจโลกไว้ อาจสะดุด เงินสะพัดที่เคยหล่อเลี้ยงตลาดอาจหดตัว
“อิทธิพลของประเทศอ่าวต่อเศรษฐกิจโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมัน” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวทีเสวนาออนไลน์ของสถาบันคลังสมอง Middle East Council on Global Affairs
“ภูมิภาคนี้คือ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก และหากเกิดความปั่นป่วน จนต้องหันกลับไปโฟกัสด้านความมั่นคง ถอนการลงทุน และลดบทบาททางเศรษฐกิจกับนานาชาติ ผลกระทบจะลามไปถึงทุกครัวเรือน ในทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแทบจะหมายถึงเกือบทุกประเทศบนโลกในวันนี้”
ล่าสุด หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ของอังกฤษรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า ประเทศอ่าวขนาดใหญ่ 3 แห่ง กำลัง “ทบทวน” แผนการลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐใหม่เนื่องจากแรงกดดันทางการเงินจากสงคราม
“ใครให้อำนาจคุณลากภูมิภาคของเราเข้าสู่สงคราม?” คาลาฟ อัล ฮับทูร์ นักธุรกิจชื่อดังจากดูไบ โพสต์ถามทรัมป์บน X เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 โดยระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐได้พาประเทศอ่าวอาหรับ “ไปอยู่กลางอันตรายที่พวกเขาไม่ได้เลือก”
สงครามปะทุ ทำอสังหาฯ–ท่องเที่ยว–ตลาดทุนทรุด
เมื่อสงครามปะทุขึ้น หลังสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปถึง “รายได้หลัก” ของประเทศอ่าว
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน รวมถึงฐานทัพสหรัฐในประเทศอ่าว และความไม่มั่นคง ทำให้การผลิตและส่งออก “พลังงาน” สะดุด ส่งผลให้รายได้รัฐลดลงทันที
ผลที่ตามมา บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ Oxford Economics ประเมินว่า เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอ่าวในปีนี้ มีแนวโน้มโตเพียง 2.6% ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม 1.8% สะท้อนว่ากำลังซื้อระดับรัฐกำลังอ่อนแรงลง
ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบยังลุกลามไปยังหลายภาคส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับตัวร่วง
ในขณะนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลดลงถึง 37% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 12 วันแรกของเดือนมีนาคม และลดลง 49% เมื่อเทียบรายเดือน ตามการประเมินของนักวิเคราะห์จากรายงาน Goldman Sachs
อสังหาริมทรัพย์บางแห่ง “ยอมเฉือนราคา” อย่างหนัก ลดกระหน่ำลงถึง 12–15% สะท้อนแรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่ตลาด ตามข้อมูลจากเอเจนต์อสังหาฯ และข้อความบนโซเชียลมีเดียที่สำนักข่าวรอยเตอร์สตรวจสอบ
ตัวอย่างเช่น ผู้ขายรายหนึ่งต้องการ “ขายด่วน” สำหรับทรัพย์สินใกล้กับ Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยข้อความจากเอเจนต์ระบุว่า ผู้ขายตั้งราคาที่ 650,000 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 12% จากราคาก่อนหน้าที่ 735,000 ดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน
เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก Middle East Council เขียนไว้ว่า “ภาพวิดีโอการระเบิดในดูไบ โดฮา และมานามา ได้ทำลายภาพลักษณ์ ‘ความปลอดภัย’ ที่ประเทศอ่าวพยายามสร้างมาอย่างยาวนาน”
- ภาพ: Reuters -
- ควันพวยพุ่งขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันราสทานูราในซาอุดีอาระเบีย หลังถูกโดรนโจมตี (ภาพ: Vantor/ Reuters) -
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเตือนว่า การปิดน่านฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลรอมฎอน อาจทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไปสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์
ทิศทางทุนเปลี่ยนทิศ จาก ‘ขยายอิทธิพล’ สู่ ‘เอาตัวรอด’ ก่อน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เงินจากประเทศอ่าวมหาศาลเหล่านี้ได้ไหลออกไปใน 3 บทบาทหลัก
หนึ่ง เป็นการลงทุนเชิงรุกทั่วโลก ตั้งแต่หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ เมืองอัจฉริยะในยุโรป ไปจนถึงโครงการพลังงาน และเหมืองแร่ในแอฟริกา ประเทศอ่าวไม่ได้เป็นเพียง “นักลงทุน” แต่กำลังซื้ออนาคตของโลกไว้ล่วงหน้า
สอง การอุ้มเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพภูมิภาค เช่น อียิปต์ เลบานอน ซีเรีย
ในหลายกรณี เงินจากอ่าวทำหน้าที่เหมือน “ผู้ช่วยชีวิต” ให้ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงค่าเงิน อัดฉีดสภาพคล่อง หรือสนับสนุนการฟื้นฟูหลังสงคราม
สาม การซื้ออิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์
เงินไม่ได้แค่สร้างกำไร แต่สร้าง “อำนาจต่อรอง” ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งมีเสียงในเวทีโลกมาก นี่คือ ยุคที่เงินอ่าว “เดินเกมรุก” บนกระดานโลก
แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น บทบาทเหล่านี้กำลังเริ่มเปลี่ยนไป ความเสี่ยงด้านความมั่นคงพุ่งสูง รายได้จากพลังงานเริ่มไม่แน่นอน และความเชื่อมั่นในภูมิภาคถูกสั่นคลอน
ผลลัพธ์คือ “ลำดับความสำคัญ” ถูกเขียนใหม่ทั้งหมด
ประเทศอ่าวเริ่มต้องหันกลับมามอง “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก” ตั้งแต่งบประมาณถูกโยกเข้าสู่ “กลาโหมและความมั่นคง” เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
เงินลงทุนอาจถูกเปลี่ยนไปสู่ระบบที่ทำให้ประเทศอยู่รอดได้ เช่น พลังงานสำรอง อาหาร และเส้นทางขนส่งทางเลือก รวมถึงกองทุนความมั่งคั่ง อาจถูกใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ แทนการลงทุนในต่างประเทศ
นี่ดูเหมือนไม่ใช่แค่การชะลอการลงทุน แต่อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางเงินครั้งใหญ่ จาก “ลงทุนสู่ภายนอก” เพื่อขยายอิทธิพล อาจเปลี่ยนเป็น “ดึงเงินกลับเข้าบ้าน” เพื่อฟื้นฟูประเทศแทน
“ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญจากสงคราม และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคที่ลดลง เราจะต้องทุ่มเวลาไปกับการฟื้นฟูประเทศ เสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกัน และรับมือกับวิกฤติในภูมิภาคโดยตรง” อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวยอมรับ
ขณะเดียวกัน เรเชล เซียมบา นักวิจัยจาก Gulf International Forum ยังชี้ว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ อาจถูกเรียกใช้เพื่อ “พยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ” มากขึ้นแทน เช่น การอัดฉีดเงินเพื่อช่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อย่างโรงแรมที่ต้องเผชิญภาวะห้องพักว่างจำนวนมาก
ด้านทิม คัลเลน นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน Arab Gulf States Institute (AGSI) ในวอชิงตัน และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอ่าวมองว่า ผลกระทบระยะสั้นนั้น “ชัดเจนอยู่แล้ว” และในระยะกลาง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่คาด เนื่องจากภูมิภาคนี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบระยะยาวยังคงไม่แน่นอน
“การลงทุนทุกภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ”
“คำถามคือ จะมากแค่ไหน และยาวนานเพียงใด ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะจบลงอย่างไร หากความเสี่ยงของความขัดแย้ง และการหยุดชะงักยังคงอยู่ ก็อาจกลายเป็นผลกระทบถาวรได้” คัลเลน กล่าวทิ้งท้าย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





