วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

ทำเนียบขาวโต้ข่าวลือ 'สหรัฐ' ประเมินเอฟเฟกต์ 'น้ำมัน' 200 ดอลลาร์

ทำเนียบขาวโต้ข่าวลือ 'สหรัฐ' ประเมินเอฟเฟกต์ 'น้ำมัน' 200 ดอลลาร์

ทำเนียบขาวโต้ข่าวลือ 'สหรัฐ' ประเมินเอฟเฟกต์ 'น้ำมัน' 200 ดอลลาร์ โฆษกชี้เป็น ‘ข้อมูลเท็จ’ เบสเซนต์ ย้ำมั่นใจเสถียรภาพ-การเติบโตในระยะยาวของ เศรษฐกิจ-ตลาดพลังงานโลก


บลูมเบิร์กรายงานอ้างถึงแหล่งข่าวที่ขอไม่เปิดเผยชื่อเผยว่า  เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเริ่มวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจหากเกิดสงครามอิหร่านจนดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก 

จำลองสถาการณ์ ประเมินผลกระทบ

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าทำเนียบขาวกำลังประเมินความเสียหายอย่างละเอียดว่า หากต้นทุนพลังงานดีดตัวขึ้นรุนแรงขนาดนั้น จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง เพื่อหาทางป้องกันหรือรับมือกับภาวะวิกฤติที่อาจตามมา

การจำลองแบบจำลองเพื่อประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นนี้ ถือเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่รัฐบาลทำเป็นปกติในช่วงที่มีความตึงเครียดระดับโลก  

แหล่งข่าวระบุว่านี่ "ไม่ใช่การพยากรณ์" ว่าราคาจะไปถึงจุดนั้นจริงๆ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้รัฐบาลรับมือได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนหรือความขัดแย้งจะลากยาวเพียงใดก็ตาม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจต้องเผชิญกับภาวะช็อกโดยไม่มีแผนรองรับ

แม้ว่าก่อนที่สงครามจะเริ่ม สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐแสดงความกังวลว่าคามตึงเครียดจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และทำลายการเติบโตของเศรษบกิจ นอกจากนี้ แหล่งข่าวบางรายยังกล่าวอีกว่า เบสเซนต์ยังได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกทำเนียบขาวชี้ ‘ข้อมูลเท็จ’ 

คุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐ ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวโดยยืนยันว่าเป็น "ข้อมูลเท็จ" พร้อมชี้แจงว่า แม้รัฐบาลจะมีการประเมินสถานการณ์ราคาพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่เป็นประจำ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการพิจารณาถึงกรณีที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแต่อย่างใด และเบสเซนต์มิได้มีความกังวลต่อผลกระทบระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้นจาก "ปฏิบัติการ Epic Fury" ตามที่มีกระแสข่าวออกมา  

นอกจากนี้ คุช เดไซ ก็ย้ำอีกครั้งว่า เบสเซนต์ได้ "แสดงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องทั้งในนามส่วนตัวและในนามรัฐบาล ต่อเสถียรภาพและแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดพลังงานโลก เพื่อเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ตื่นตระหนกกับความผันผวนชั่วคราวที่เกิดขึ้นในขณะนี้”

ขณะที่นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ว่า การที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น “ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

น้ำมันแตะ 200 กระทบเศรษฐกิจมหาศาล 

 หากนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 30% อยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้นเกือบ 40% อยู่ที่ประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับสถานการณ์ของความขัดแย้ง ทางทำเนียบขาวระบุว่า ฝ่ายบริหารวางแผนให้ปฏิบัติการทางทหารนี้กินเวลา 4-6 สัปดาห์  

ทั้งนี้หาก ราคาน้ำมันดิบ พุ่งไปแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะถือเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะหากเทียบค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ระดับราคาสูงสุดโต่งขนาดนี้เคยเกิดขึ้นเพียง "ครั้งเดียวในรอบ 50 ปี" คือในช่วงปี 2008 ก่อนที่วิกฤติการเงินโลกหรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จะปะทุขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะไม่พุ่งไปถึงจุดนั้น แต่ทาง บลูมเบิร์ก อีโคโนมิคส์  ก็ออกมาเตือนว่า เพียงแค่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่ 170  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ติดต่อกันเพียงไม่กี่เดือน ก็เพียงพอที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้ย่ำแย่ได้ โดยจะส่งผลให้ ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐและยุโรปพุ่งสูงขึ้นทันที พร้อมกับทำให้ GDP โลกโตต่ำลง

 

อ้างอิง Bloomberg