สงครามอิหร่านไม่ได้สะเทือนแค่ตลาดพลังงาน แต่กำลัง ‘ลามถึงจานข้าวโลก’ เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตัดเส้นทางส่งออก ‘ข้าวไทย’ ดันต้นทุนพุ่ง คำสั่งซื้อหาย เสี่ยงทำรายได้จากตลาดตะวันออกกลาง ‘หดตัว’ พร้อมกดส่งออกทั้งปีหลุดเป้า
ในขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางสะดุดลง ผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของเอเชียอย่าง “ไทย” ก็กำลังเผชิญผลกระทบตามมา
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ส่งออกข้าวไปยังประเทศตะวันออกกลางราว 1.34 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่ไปยัง “อิรัก” และ “เยเมน” คิดเป็นประมาณ 17% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้ การส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นเริ่ม “ชะลอตัวลง” จากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และต้นทุนขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลจากรัฐบาลไทย
“ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ปริมาณข้าวที่เราส่งไปตะวันออกกลางในแต่ละปีอาจหายไปเกือบทั้งหมด” อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศแห่งกระทรวงพาณิชย์กล่าว พร้อมระบุว่า การส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคดังกล่าวลดลงอย่างมาก หลังวิกฤติสงครามอิหร่านปะทุขึ้น
เธอยังเสริมว่า คำสั่งซื้อจากลูกค้ารายสำคัญในภูมิภาคมีแนวโน้มจะไม่ฟื้นตัวในเร็ววัน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด
นอกจากข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์แล้ว อีกปัญหาสำคัญคือ “ค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น” ทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าเบี้ยประกันภัย ตามข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ
“ค่าเบี้ยประกันภัยจากความเสี่ยงสงคราม “เพิ่มขึ้นถึง 40%” ทำให้ผู้ส่งออกไทยตั้งราคาที่แข่งขันได้ยากขึ้น” เธอกล่าว “จากปัจจัยลบเหล่านี้ เราคาดว่าการส่งออกข้าวทั้งปีจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ล้านตันอย่างมาก”
ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าวทั่วโลกได้ 7.9 ล้านตันในปี 2025 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในปีนี้ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะ “ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี” จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ท่ามกลางการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อย่างอินเดียและเวียดนาม
ในขณะนี้ รัฐบาลไทยกำลังวางแผนเพิ่มการส่งออกข้าวไปยัง “แอฟริกา” ผ่านช่องทางการตลาดต่าง ๆ เช่น งานแสดงสินค้าข้าว เพื่อดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ และการเจรจากับรัฐบาลประเทศในแอฟริกาเพื่อทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G)
ในปีที่ผ่านมา “ประเทศในแอฟริกา” คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย โดยมีแอฟริกาใต้ เซเนกัล และแองโกลาเป็นตลาดหลัก ขณะที่ตลาดเอเชียคิดเป็น 22% นำโดยจีน มาเลเซีย และญี่ปุ่น
อ้างอิง: nikkei





