‘เอเชีย-ยุโรป’ แย่งซื้อก๊าซ LNG ต้องประมูลราคาสู้ประเทศร่ำรวย ส่วนโรงผลิตใน ‘สหรัฐ’ แห่เร่งกำลัง ฉวยโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาดพลังงาน
บลูมเบิร์กรายงานว่าผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากทั้งเอเชียและยุโรป กำลังเร่งแย่งชิงสินค้าส่วนที่เหลือจากผู้ผลิตในสหรัฐ หลังจากที่กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้เนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน
‘ญี่ปุ่น-เยอรมนี’ เร่งเจรจาสหรัฐ หาแหล่งพลังงานใหม่
แหล่งข่าวระบุว่า ผู้นำเข้าจากญี่ปุ่นและเยอรมนีเป็นกลุ่มหลักที่กำลังเจรจากับบริษัท LNG ของสหรัฐเพื่อขอซื้อเชื้อเพลิงเพิ่มเติม โดยเน้นไปที่การส่งมอบในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
บาลาจี คริชนามูร์ตี (Balaji Krishnamurthy) ผู้บริหารจาก Chevron ระบุว่าในสภาวะที่ตลาดตึงตัวเช่นนี้ ปริมาณก๊าซส่วนที่เหลือจะกลายเป็นเป้าหมายของการประมูลสู้ราคาระหว่างฝั่งเอเชียและยุโรป
การหารือเบื้องต้นในงานประชุม CERAWeek โดย S&P Global ณ เมืองฮิวสตัน ชี้ให้เห็นว่า การโจมตีโรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์ ส่งผลให้กำลังการผลิต LNG ทั่วโลกหายไปถึง 1 ใน 5
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บังกลาเทศและอินเดียได้รับผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า ตั้งแต่เริ่มสงคราม ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องแย่งซื้อสู้กับประเทศร่ำรวย
แจ็ค ฟัสโก กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในภาวะราคาแพงลิ่วเช่นนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่จะลำบากที่สุด เพราะประเทศที่ร่ำรวยจะยอมทุ่มเงินจ่ายเท่าไหร่ก็ได้เพื่อให้ได้พลังงานมาครอง
ก๊าซสำรอง ’ญี่ปุ่น‘ เหลือ 21 วัน
เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำให้ก๊าซจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดไม่ได้ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอย่างญี่ปุ่นจึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ทาเคฮิโกะ มัตสึโอะ รัฐมนตรีจากกระทรวง METI ของญี่ปุ่น เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ญี่ปุ่นมีก๊าซสำรองใช้ได้เพียง 21 วัน เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำรองที่มีใช้ได้นานถึง 250 วัน
สหรัฐเร่งเครื่องชิงเค้ก ’ตลาดพลังงาน‘
สถานการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสหรัฐเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดระยะยาวจากกาตาร์ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐเองก็มีก๊าซส่วนเกินไม่มาก เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ในแถบชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก เร่งกำลังผลิตเกือบเต็มกำลัง และก๊าซส่วนใหญ่ถูกจองล่วงหน้าด้วยสัญญาซื้อขายระยะยาวไปหมดแล้ว
ตามข้อมูลที่รวมโดยบลูมเบิร์กระบุว่า สหรัฐเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลก มีการคาดการณ์การผลิตปี 2025 ไว้ที่กว่า 116 ล้านตัน ส่วนกาตาร์เคยเป็นอันดับ 3 ก่อนเกิดสงคราม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผลิตได้ราว 4.5 ล้านตันต่อปี
บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง Cheniere Energy, Venture Global และ Woodside Energy ยืนยันว่าตอนนี้เดินเครื่องเต็มสูบ และกำลังพิจารณาทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตให้ทันต่อความต้องการโลก
แจ็ค ฟัสโก CEO ของ Cheniere กล่าวว่าบริษัทกำลังทบทวนแผนซ่อมบำรุงโรงงานในเท็กซัสและหลุยเซียน่าใหม่ เพื่อดูว่าพอจะจัดส่งก๊าซเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่
เบน เดลล์ จาก Kimmeridge Energy มองว่าความไม่สงบในตะวันออกกลางจะทำให้ "ค่าความเสี่ยง" ของราคาก๊าซสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตในสหรัฐในเชิงรายได้และการลงทุน





