“ซาอุดีอาระเบีย” ไม่ได้เพิ่งเริ่มเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง แต่พวกเขาได้วางแผนรับมือสถานการณ์เลวร้ายมานานแล้วกว่า 4 ทศวรรษ
บลูมเบิร์กรายงานว่าทันทีที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซาอุฯ ก็ได้ตัดสินใจเปิดใช้งานแผนฉุกเฉินที่เตรียมไว้นานถึง 45 ปี เพื่อรักษาสมดุลของตลาดน้ำมันโลกไม่ให้พังทลาย
หัวใจหลักของแผนนี้คือ “ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก” (East-West Pipeline) ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ท่อส่งนี้มีความยาวถึง 1,200 กิโลเมตร ทอดยาวข้ามคาบสมุทรอาหรับ เชื่อมต่อจากแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ “ซาอุดี อารัมโค” ในเมืองอับกาอิก (Abqaiq)ทางฝั่งตะวันออก ตัดผ่านทะเลทราย และเทือกเขาฮิญาซที่สูงกว่า 1,000 เมตร ไปสิ้นสุดที่ท่าเรือยันบู (Yanbu) บนฝั่งทะเลแดง ซึ่งกำลังกลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์” ใหม่ที่เรือบรรทุกน้ำมันทั่วโลกมารวมตัวกัน
วาล์วลดแรงดัน ‘วิกฤติพลังงานโลก’
เส้นทางนี้กำลังกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงเวลานี้ในฐานะ “วาล์วลดแรงดัน” ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤติพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก
ข้อมูลจากบลูมเบิร์กที่ติดตามการส่งออกน้ำมันจากท่าเรือยันบูสะท้อนตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า จากระดับปกติที่ต่ำกว่า 800,000 บาร์เรลต่อวัน ไปแตะระดับเฉลี่ยกว่า 3.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในบางช่วงของสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถดีดขึ้นไปสูงถึง 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็น “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของปริมาณน้ำมันที่ซาอุฯ เคยส่งออกทั้งหมดก่อนเกิดสงคราม
จิม เครน นักวิจัยด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยไรซ์ ได้ให้ความเห็นว่า ท่อส่งน้ำมันนี้คือ “กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก” เพราะหากไม่มีเส้นทางเลี่ยงฮอร์มุซ การเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรของทรัมป์คงจะยิ่งสิ้นหวังมากขึ้นไปอีก
ทว่าการปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีต้นทุนมหาศาล ทันทีที่สงครามปะทุบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง “ซาอุดี อารัมโค” ต้องทำงานแข่งกับเวลา เริ่มติดต่อลูกค้า โดยสอบถามว่าพวกเขาจะเปลี่ยนเส้นทางเรือไปยังยันบูหรือไม่เพื่อเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันในวันที่ 4 มี.ค.69 ที่ผ่านมา
หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม้แต่โรงกลั่นรายใหญ่ในอินเดียก็เริ่มหันมาสั่งซื้อน้ำมันจากท่าเรือยันบูแทนเส้นทางเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณแรกที่แสดงให้เห็นว่าวิธีการแก้ปัญหานี้เริ่มได้รับความนิยม
ภายในวันที่ 10 มี.ค.69 กองเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่กว่า 25 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปยังยันบู หลังจากที่บาห์รี บริษัทเรือบรรทุกน้ำมันแห่งชาติซาอุฯ ยอมจ่ายค่าระวางเรือสูงถึงวันละ 450,000 ดอลลาร์ เพื่อระดมเรือให้เพียงพอต่อการรองรับน้ำมันที่ปลายท่อส่งนี้
เบื้องหลังยุทธศาสตร์ ‘ทางเลี่ยงฮอร์มุซ’
หากจะถามว่าแผนการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซของซาอุดีอาระเบีย เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเมื่อใด หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดปรากฏอยู่ในจดหมายข่าว มิดอีส รีพอร์ต (Mideast Report) ฉบับเดือนธ.ค.ปี 1980 ซึ่งเป็นสื่อที่เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์การเมืองในตะวันออกกลาง และปี1980 ยังเป็นปีที่เกิดสงครามอิรัก-อิหร่าน ในเดือนก.ย. อีกด้วย
ในบทความเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ได้ยกย่องโครงการวางท่อส่งน้ำมันดังกล่าวซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 495 ล้านดอลลาร์ และระบุว่าโครงการนี้จะเป็นทางเลือกแทน “ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แต่เปราะบาง และอาจตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอิหร่านในที่สุด”
รัฐบาลริยาดเริ่มตระหนักถึงความสั่นคลอนทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเมื่อราวสิบปีก่อน เมื่อสหรัฐพยายามทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ความกังวลนี้ผลักดันให้ซาอุฯ ต้องเร่งหาทางลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่อิหร่านสามารถสร้างอิทธิพลกดดันได้ตลอดเวลา
ด้าน อามิน นัสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอารัมโค เคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนมิ.ย.2562 ว่าทางบริษัทกำลังเพิ่มความพร้อมในระดับสูงสุดเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย
“เราสามารถจัดส่งสินค้าผ่านทางทะเลแดงได้ และเรามีทั้งท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือที่จำเป็นรองรับอยู่แล้ว”
ต่อมาในปีเดียวกันนั้น อารัมโค กล่าวว่า บริษัทสามารถสูบน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกได้ชั่วคราวด้วยกำลังการผลิต 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ในรายงานผลประกอบการปี 2567 มีเพียงบรรทัดเดียวที่ระบุว่า “งานที่จะทำให้การขยายท่อส่งน้ำมันเป็นไปอย่างถาวรนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว”
หลุมพรางใน ‘ทะเลแดง’
แม้ว่าท่อส่งน้ำมันตะวันสายออก-ตะวันตกจะช่วยให้ซาอุดีอาระเบียระบายน้ำมันออกสู่ทะเลแดงได้สำเร็จ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเส้นทางนี้จะปลอดภัยไร้กังวลเสียทีเดียว
การส่งออกน้ำมันไปยังตลาดหลักในเอเชียที่เดินทางออกจากท่าเรือยานบู ยังคงต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการแล่นผ่าน “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” (Bab el-Mandeb) ซึ่งถือเป็นประตูยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นเส้นทางการค้าที่ไม่อาจตัดขาดได้ระหว่างเอเชีย และยุโรป
แคโรล นาคเล ซีอีโอของบริษัทคริสตัล เอเนอร์จี เตือนว่ายันบูยังคงมีความเสี่ยงสูง เห็นได้จากการโจมตีโรงกลั่นซัมเรฟ ซึ่งเป็นการตอบโต้จากอิหร่านหลังจากอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธ “ฮูตี” ในเยเมน ที่คุมเส้นทางช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งอาจเลือกสนับสนุนอิหร่านด้วยการปิดจุดยุทธศาสตร์นี้อีกแห่ง
ที่ผ่านมาในปี 2562 ท่อส่งก๊าซสายตะวันออก-ตะวันตกเคยตกเป็นเป้าหมายของการโจมมาแล้วหนึ่งครั้ง จึงอาจตกเป็นเป้าหมายได้อีกครั้งหากเกิดการโจมตีตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขึ้นอีก
จิม เครน ให้คำเตือนที่น่ากังวลว่า ในปัจจุบันกลุ่มฮูตีมีความสามารถในการยับยั้งการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ ความกังวลสูงสุดในขณะนี้คือ หากกลุ่มฮูตีตัดสินใจสนับสนุนอิหร่านโดยการปิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่ง ตลาดน้ำมันจะผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
คาเรน ยัง นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่านี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงด้านพลังงาน การวางแผน และการลงทุนเพื่อรับมือกับวิกฤติแบบนี้
“หากท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกสามารถขนส่งได้ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นจะเป็นวาล์วลดแรงดันจากวิกฤติ แต่ปัญหาอยู่ที่กำลังการขนถ่าย และมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าเรืออย่างต่อเนื่อง” ยัง กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





