วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ส่องแผน 'เอเชีย' รับมือวิกฤติน้ำมัน สงครามดัน ‘สถานการณ์เลวร้ายที่สุด’

ส่องแผน 'เอเชีย' รับมือวิกฤติน้ำมัน สงครามดัน ‘สถานการณ์เลวร้ายที่สุด’

วิกฤติน้ำมันลาม 'เอเชีย' ส่องมาตรการรัฐบาลเอเชียรับมือผลกระทบจากตะวันออกกลาง ‘เกาหลีใต้-ฟิลิปปินส์’ ยกระดับสู่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ส่วน ‘ญี่ปุ่น-นิวซีแลนด์’ ออกแผนช่วยเหลือค่าครองชีพ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เกิด “วิกฤติพลังงาน” ทั่วภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากภูมิภาคนี้คือ ผู้ซื้อรายใหญ่ที่นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญถึง 1 ใน 5 ของโลก ทำให้รัฐบาลทั่วเอเชียกำลังเร่งขุดแผนบริหารวิกฤติที่เคยใช้ในช่วงโควิด-19 กลับมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ 

‘เกาหลีใต้-ฟิลิปปินส์’ ยกระดับ ‘สถานการณ์เลวร้าย’

เกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูงมากเนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึง 70% และก๊าซ LNG 20% จากตะวันออกกลาง 

ข้อมูลจากสำนักข่าวยอนฮับ (Yonhap) ระบุว่าวันนี้ (25 มี.ค.69) นายกรัฐมนตรี คิม มิน-ซอก ออกแผนรับมือเศรษฐกิจฉุกเฉิน และจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 กลุ่มย่อยเพื่อดูแลผลกระทบจากสงครามที่มีต่อพลังงาน เศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน และความเป็นอยู่ของครัวเรือน ตลอดจนการติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ

ภายใต้แผนรับมือภาวะเศรษฐกิจฉุกเฉินจะมีการประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พร้อมจัดตั้งห้องปฏิบัติการสถานการณ์ที่ทำเนียบประธานาธิบดีตามคำสั่งของประธานาธิบดี “อี แจ-มยอง”

นอกจากนี้ยังใช้มาตรการเข้มงวด เช่น ระบบหมุนเวียนรถวิ่งตามป้ายทะเบียนทุก 5 วัน การขอความร่วมมือให้ครัวเรือนอาบน้ำให้น้อยลง และชาร์จโทรศัพท์ในช่วงเวลากลางวันด้วย รวมถึงการกำหนดเพดานราคาน้ำมันครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ

“ฟิลิปปินส์” เองก็เผชิญกับสถานการณ์วิกฤติที่สุดจนต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 98% ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศลดลงเหลือเพียงประมาณ 45 วัน ส่วนราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว 

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ระบุในคำสั่งฝ่ายบริหารว่า "มีความเสี่ยงเฉียบพลันที่อุปทานพลังงานจะลดลงจนถึงขั้นวิกฤติ" พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องมี “มาตรการเร่งด่วน” เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงาน ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการให้บริการที่จำเป็นแก่ประชาชน 

รัฐบาลฟิลิปปินส์เองก็กำลังป้องกันการกักตุน พิจารณามาตรการลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และระงับเที่ยวบินบางส่วนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง 

ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย เรียกร้องให้ประชาชน และธุรกิจต่างๆ หันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น

สำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง "เวียดนาม" ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ต่ำกว่า 20 วัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรม 

รัฐบาลเวียดนามได้เปิดใช้งานกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกำลังมองหาแหล่งจัดหาน้ำมันดิบทางเลือกจากประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ส่วนรัฐบาลทหารของ "เมียนมา" ต้องใช้มาตรการบังคับใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด และกฎการใช้รถยนต์แบบเลขคู่เลขคี่เพื่อควบคุมการบริโภค

‘ญี่ปุ่น-นิวซีแลนด์’ ช่วยค่าครองชีพ

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างพลังงานแล้ว บางประเทศก็ออกมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพเช่นกัน

รัฐบาลญี่ปุ่น ได้เตรียมงบประมาณสำรองถึง 8 แสนล้านเยน หรือราว 1.64 แสนล้านบาท เพื่อตรึงราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยที่ 170 เยนต่อลิตร 

นิวซีแลนด์ โดยรัฐมนตรีคลัง นิโคลา วิลลิส ประกาศมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อยสัปดาห์ละ 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.

ออสเตรเลีย ได้เร่งออกกฎหมายเพิ่มโทษปรับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมันเป็น 2 เท่า เพื่อป้องกันการซ้ำเติมประชาชนในช่วงที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิงจากการตื่นตระหนกซื้อตุน

“ฟาติห์ บิโรล” ผู้อำนวยการบริหารของ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)  ได้ย้ำเตือนแนวทางบรรเทาแรงกดดันด้านราคาน้ำมันอีกครั้งในการประชุมที่ซิดนีย์ในสัปดาห์นี้ เช่น การทำงานจากที่บ้าน และการหลีกเลี่ยงการเดินทางทางอากาศ

"มีการทดสอบในสถานการณ์จริง เช่น หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียประเทศในยุโรปได้นำมาตรการเหล่านี้มาใช้  ซึ่งช่วยยุโรปให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้ไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ... แต่ยังคงมีไฟฟ้าใช้" บิโรล กล่าว

 

 

อ้างอิง Reuters wionews CNBC

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์