วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

โลกแห่แย่งซื้อ ‘ปุ๋ย’ หวั่นขาดแคลนจนเร่งกักตุน

โลกแห่แย่งซื้อ ‘ปุ๋ย’ หวั่นขาดแคลนจนเร่งกักตุน

สงครามอิหร่านไม่ได้สั่นสะเทือนแค่ ‘น้ำมัน’ แต่กำลังลามสู่ ‘ความมั่นคงอาหารโลก’ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกบีบจนการค้าปุ๋ยสะดุด ราคายูเรียพุ่ง อุปทานตึงตัว ประเทศต่าง ๆ เร่งกักตุน-แย่งซื้อ ขณะที่เกษตรกรทั่วโลกเริ่มรับแรงกระแทกเต็ม ๆ

ในสงครามตะวันออกกลางที่กำลัง “บีบคอ” การไหลของสินค้าโภคภัณฑ์ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลทั่วโลกกำลัง “เร่งกวาดซื้อ” วัตถุดิบปุ๋ยสำคัญ ก่อนฤดูเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิจะมาถึง 

“ปุ๋ย” ถือเป็นตัวอย่างชัดของความเชื่อมโยงแน่นแฟ้นระหว่าง “ราคาพลังงาน” กับ “ราคาอาหาร” ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของผลผลิตทั่วโลก โดยตะวันออกกลางเป็นแหล่งซัพพลายสำคัญ ทั้งในแง่ทรัพยากรแร่ และก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตสารอาหารสำหรับพืชหลักอย่างข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าว 

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซแทบจะถูกปิด การขนส่งก็หยุดชะงัก ขณะที่อิหร่าน สหรัฐ และอิสราเอลยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

ผลที่ตามมา “ราคายูเรีย” ปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้แพร่หลายที่สุด พุ่งสูงขึ้น 

ขณะที่อุปทาน “ฟอสเฟต” ก็เริ่มมีความเสี่ยง สต็อกจำนวนมากของโลกผูกอยู่กับอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ความตื่นตระหนกเริ่มลุกลามในประเทศเศรษฐกิจเกษตรขนาดใหญ่

ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างจีนและรัสเซีย เริ่มจำกัดการส่งออกปุ๋ยบางส่วน ขณะที่สหรัฐผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการขนส่งเพื่อให้การกระจายในประเทศคล่องตัวมากขึ้น 

ด้านอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อยูเรียรายใหญ่ที่สุด กำลังเร่งหาซัพพลายและพิจารณาเปิดประมูล 
ส่วนกรีซและฝรั่งเศสเพิ่มมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้เกษตรกร ขณะที่ในแอฟริกา กานาได้เริ่มโครงการแจกปุ๋ยฟรีแล้ว

ด้วยราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้น อาจผลักดัน “ราคาอาหาร” ให้แพงขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เงินเฟ้อสินค้าเกษตรเพิ่งเริ่มผ่อนคลาย 

ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มออกมาตรการ “ปกป้องเกษตรกร” ที่ต้องเผชิญทั้งราคาพืชผลที่อ่อนตัว ต้นทุนการผลิตสูง และภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์

การแข่งขัน “แย่งชิงปุ๋ย” ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่นาน รัฐบาลทรัมป์ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรปุ๋ยจากเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรอเมริกัน 

ในอเมริกาใต้ บราซิลเร่งเพิ่มการนำเข้าจากโมร็อกโกและประเทศอ่าว พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการปุ๋ยและพลังงานร่วมกับโบลิเวีย อีกทั้งยังเพิ่งผ่านกฎหมายลดภาษีวัตถุดิบเคมีสำหรับผลิตปุ๋ย

ทั้งนี้ สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ถือว่า “อันตรายกว่า” ตอนรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 เพราะกระทบการค้าปุ๋ยไนโตรเจนในสัดส่วนที่สูงกว่า โดยภูมิภาคนี้คิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกยูเรีย และเกือบ 1 ใน 4 ของแอมโมเนีย อีกทั้งราวครึ่งหนึ่งของการค้ากำมะถัน อย่างวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในขณะนี้ อินเดียเผชิญแรงกดดันหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากการผลิตปุ๋ย เป็นภาคส่วนที่ใช้ก๊าซมากที่สุด โรงงานบางแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง เพราะก๊าซสำหรับผลิตปุ๋ยไนโตรเจนเริ่มขาดแคลน ทางการจึงหันไปนำเข้าจากจีน และอนุมัติปุ๋ยชนิดใหม่เพื่อใช้เป็นทางเลือก

หากสงครามยืดเยื้อไปถึงกลางปี โลกทั้งใบมีแนวโน้ม “ได้รับผลกระทบ” ประเทศผู้ผลิตพืชรายใหญ่อย่างสหรัฐ บราซิล และอินเดีย กำลังเผชิญต้นทุนที่บีบกำไร เพิ่มความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะพุ่งตาม 

หากจะมี “ผู้ชนะ” เพียงรายเดียว นักวิเคราะห์มองว่า อาจเป็น “จีน”

“ในฐานะผู้ผลิตยูเรียรายใหญ่ที่สุดของโลก มีทั้งทรัพยากรจำนวนมาก และการควบคุมการส่งออกโดยรัฐ จีนสามารถปกป้องระบบเกษตรของตัวเอง พร้อมกดดันประเทศอื่นได้ และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น” นิก คราฟต์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group ซึ่งติดตามภาคเกษตรกล่าว

อ้างอิง: bloomberg