ท่ามกลาง ‘สงครามราคา’ ที่เผาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจีนจนกำไรหดตัวหลายราย ‘Mixue’ กลับฝ่ากระแสได้อย่างเหนือความคาดหมาย โชว์รายได้-กำไรโตทะลุ 30% พร้อมสะท้อนเกมใหม่ของตลาดที่ไม่ได้แข่งแค่ราคา แต่คือ ‘ความคุ้มค่า’
“มี่เสวี่ย กรุ๊ป” (Mixue Group) บริษัทขายไฮศกรีมและชานมไข่มุกชื่อดังของจีน รายงานผลประกอบการปี 2025 ออกมาดีกว่าคาด โดยทั้งรายได้และกำไร “พุ่งขึ้นกว่า 30%” หลังเครือร้านชานมไข่มุกที่ใหญ่ที่สุดของจีนแห่งนี้ สามารถฝ่าศึก “สงครามราคา” ที่รุนแรงมาได้
รายได้เพิ่มขึ้น 35% แตะ 33,560 ล้านหยวน สูงกว่าค่าเฉลี่ยคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 32,940 ล้านหยวนเล็กน้อย ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33% เทียบกับคาดการณ์ที่ 31% หลังประกาศงบอกมา ราคาหุ้นก็พุ่งขึ้น 8.5% ในตลาดฮ่องกง ถือเป็นการปรับขึ้นระหว่างวันที่แรงที่สุดในรอบเกือบ 3 เดือน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ผลประกอบการจะออกมาสดใส แต่ที่ผ่านมา ราคาหุ้น Mixue ยังร่วงลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2025 จากศึกแข่งขันดุเดือดกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ร้านอาหาร และร้านชานม จนนักลงทุนกังวลเรื่องความสามารถในการทำกำไร
นักวิเคราะห์ยังคงระมัดระวัง โดยธนาคาร UBS ปรับลดคำแนะนำหุ้น Mixue จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” ในเดือนมกราคม พร้อมลดราคาเป้าหมายลง โดยให้เหตุผลถึงแรงกดดันระยะสั้น เช่น ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนยอดขายผ่านเดลิเวอรีที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลประกอบการปัจจุบันที่ “เกินคาด” Mixue ระบุว่า “โปรโมชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยเงินอุดหนุน ทำให้ผู้บริโภคคาดหวัง ‘ความคุ้มค่า’ สูงขึ้น ส่งผลให้มาตรฐานการแข่งขันด้านสินค้าในทั้งอุตสาหกรรมถูกยกระดับขึ้นตามไปด้วย”
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สงครามราคาในอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณ “ผ่อนคลายลง” โดยเครือร้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่เริ่มทยอยปรับขึ้นราคาบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของจีนก็ได้เปิดการสอบสวนพฤติกรรมการแข่งขันในธุรกิจเดลิเวอรีออนไลน์ หลังมีความกังวลว่าบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alibaba Group, Meituan และ JD.com ทุ่มเงินอุดหนุนหลายพันล้านเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
ณ สิ้นปี 2025 Mixue มีสาขาในจีน 55,356 แห่ง และอีกประมาณ 4,500 แห่งในต่างประเทศ โดยบริษัทกำลังเดินหน้าแผนขยายธุรกิจทั่วโลกอย่างจริงจัง พร้อมเปิดสาขาใหม่ในลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก
ตลอดปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจร้านอาหารของจีนยังคงเผชิญแรงกดดัน ตั้งแต่ร้านกาแฟราคาประหยัดไปจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียมต่างรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอ โดย Luckin Coffee เครือร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของประเทศ มีรายได้สุทธิในไตรมาสล่าสุดต่ำกว่าคาด และอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลง หลังต้นทุนเดลิเวอรีพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว
ด้านร้านอาหารแบบนั่งทาน เช่น เครือสุกี้ Haidilao และร้านปลา Tai Er ต่างรายงานยอดขายสาขาเดิมลดลงตั้งแต่หลักหน่วยไปจนถึง 20% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025
อ้างอิง: bloomberg





