วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2569

Login
Login

ทองคำร่วงหนักเข้าภาวะ 'ตลาดหมี' ราคาลงจากจุดสูงสุดกว่า 20%

ทองคำร่วงหนักเข้าภาวะ 'ตลาดหมี' ราคาลงจากจุดสูงสุดกว่า 20%

ราคาทองคำโลกเข้าสู่ภาวะ 'ตลาดหมี' ร่วงแล้ว 22% จากจุดสูงสุดเดือนม.ค. ตลาดเทขายต่อเนื่องรับความกังวลแบงก์ชาติทั่วโลกจะขึ้นดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อ

ราคาทองคำโลก ปรับตัวลงต่อในวันอังคารนี้ (24 มี.ค.69) และได้เข้าสู่ภาวะ "ตลาดหมี" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากปรับตัวลดลงถึงราว 22% จากราคาสูงสุดที่ทำไว้เมื่อช่วงปลายเดือนม.ค. ปีนี้ ที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

ราคาทองคำที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ถูกเทขายอย่างหนักจากแรงกดดัน "ดอลลาร์สหรัฐ" ที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤติราคาพลังงานโลกจะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้อง "ขึ้นดอกเบี้ย" เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ 

เมื่อเวลาประมาณ 09.27 น. วันนี้ ราคาทองคำตลาดสปอต (spot gold) ปรับลดลง 1.6% มาอยู่ที่ 4,335.18 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยในการซื้อขายก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ได้หลุดระดับ 4,200 ดอลลาร์ ลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2025 

ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สทองคำตลาดโคเม็กซ์ สหรัฐ งวดส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 1.6% มาอยู่ที่ 4,336.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ราคาทองคำตลาดสปอตปรับตัวลดลงแล้วกว่า 22% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อปลายเดือนม.ค. โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว ราคาทองคำร่วงเกือบ 10% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดในรอบ 15 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2011

ดอลลาร์แข็งค่าหนักกดราคาทอง

ในวันเดียวกัน "ดัชนีค่าเงินดอลลาร์" ซึ่งวัดความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักๆ ปรับตัวขึ้น 0.5% โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการซื้อลดลง

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าไปแล้วราว 3% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ขณะที่นักลงทุนยังปรับมุมมองต่อแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐ โดยเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยเชิงรุกของเฟดลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นราว 5 จุดเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 4.384% ซึ่งยิ่งกดดันความน่าสนใจของทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับตัวลงของราคาทองคำมาจากทั้งปัจจัยมหภาคและแรงขายจากการปรับพอร์ตลงทุน โดยราชัต ภัตตาชารยา จากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ระบุว่า แม้ทองคำจะได้แรงหนุนจากสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงต้นของความขัดแย้ง แต่ระยะหลังราคาปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนต้องการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อนำไปชำระมาร์จิน หรือเพื่อขายทำกำไร

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า แรงขายครั้งนี้เป็นเพียงการปรับฐานตามธรรมชาติ หลังจากราคาทองคำปรับขึ้นแรงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 64% ในปี 2025 ที่ผ่านมา

ซาเวียร์ หว่อง นักวิเคราะห์จาก eToro ระบุว่า การปรับขึ้นของทองคำก่อนหน้านี้ ไม่ได้มาจากเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการขาดดุลงบประมาณ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการที่ธนาคารกลางหลายประเทศทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์

มอร์แกน สแตนลีย์ ชี้เป็นบวกต่อ 'ตลาดหุ้น'

ด้านธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ วิเคราะห์ว่าการร่วงลงของราคาทองคำมากกว่า 20% จากจุดสูงสุด แม้อาจดูน่ากังวลในเบื้องต้น แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อ "ตลาดหุ้น" โดย ไมค์ วิลสัน นักกลยุทธ์ของมอร์แกน สแตนลีย์ มองว่าการอ่อนแรงตัวของทองคำ "สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มกลับมา"

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นแรงจากความวิตกกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้ทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยรองรับกระแสเงินลงทุนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

แต่เมื่อราคาทองคำเข้าสู่ภาวะตลาดหมี สะท้อนว่าสภาวะ “risk-off” ในตลาดเริ่มผ่อนคลายลง โดย วิลสัน ระบุว่าการปรับตัวลงของทองคำบ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นต่อแนวโน้มของตลาดหุ้น

แทนที่จะถือครองทองคำเพื่อความปลอดภัย เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ในภาวะที่ความกังวลลดลง

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์