ราคาน้ำมันดิบผันผวน หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ท่ามกลางแนวโน้มของอุปทานน้ำมันดิบที่เริ่มคลายตัว
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (20 - 26 มี.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบผันผวนเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย หลังจากอิหร่านโจมตีโรงผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกาตาร์ เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อเสถียรภาพอุปทานพลังงานโลกและความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน อุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มคลายตัว หลังจากอิรักบรรลุข้อตกลงกลับมาส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งเคอร์คุกผ่านตุรกี รวมถึงซาอุดิอาระเบียที่เพิ่มการส่งออกผ่านท่าเรือยานบูเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านในส่วนของน้ำมันที่ลอยลำอยู่บนเรือกลางทะเล รวมถึงพิจารณาการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปทานในระยะสั้น
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังจากอิหร่านเปิดฉากโจมตีโรงผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในพื้นที่ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิต LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและต้องระงับกระบวนการผลิต
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอิหร่านออกคำเตือนที่จะตอบโต้กรณีที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงคำมั่นว่าอิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สอีก พร้อมขู่อิหร่านว่าหากมีการโจมตีกาตาร์เพิ่มเติม สหรัฐฯ จะตอบโต้ทางทหารและทำลายโครงสร้างการผลิตก๊าซของอิหร่านอย่างเด็ดขาด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานของโลก และความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ
• รัฐบาลอิรักและรัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถาน สามารถบรรลุข้อตกลงในการกลับมาส่งออกน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันเคอร์คุก (Kirkuk) ผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือเจย์ฮาน (Ceyhan) ของตุรกี โดยข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ราว 250,000 บาร์เรลต่อวัน
ทั้งนี้ ในระยะแรกอิรักจะเริ่มส่งออกที่ระดับประมาณ 170,000 บาร์เรลต่อวัน ก่อนจะทยอยเพิ่มกำลังการส่งออกจนถึงระดับดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้อิรักสามารถกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตและการส่งออกน้ำมันดิบได้ หลังจากต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบราว 70% จากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
• รายงานการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบียผ่านท่าเรือยานบู (Yanbu) ในทะเลแดง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน มี.ค. 69 หลังจากอิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ คาดว่าซาอุดิอาระเบียจะสามารถขนส่งน้ำมันดิบไปยังท่าเรือยานบูผ่านท่อส่งน้ำมันจากตะวันออกสู่ตะวันตกได้สูงสุดราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดมีแนวโน้มคลายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลต่อความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านท่าเรือยานบู หลังจากอิหร่านได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาระเบียและบริเวณท่าเรือดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี รายงานล่าสุดระบุว่าท่าเรือยานบูได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยและสามารถกลับมาดำเนินการได้แล้ว
• ตลาดจับตาท่าทีของสหรัฐฯ หลังจากนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ
อาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านในส่วนของน้ำมันที่ลอยลำอยู่บนเรือกลางทะเล ซึ่งมีปริมาณราว 140 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบและกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในช่วง 10-14 วัน หลังจากการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันรัสเซียที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (SPR) เพิ่มเติมเพื่อเสริมอุปทานในตลาด
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือน มี.ค. 69 จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก และจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือน มี.ค.69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (13 - 19 มี.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 5.76 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 96.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 10.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 104.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน พร้อมข่มขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม หากอิหร่านยังคงแทรกแซงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน อิสราเอลเปิดเผยว่าได้สังหารนายอาลี ลาริจานี ผู้บัญชาการหน่วยบาซิจ (Basij) ของอิหร่าน รวมถึงโจมตีแหล่งก๊าซและน้ำมันในพื้นที่ South Pars และ Asaluyeh ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ในวงกว้าง
โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกคำเตือนให้ประชาชนอพยพออกจากโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีในหลายพื้นที่ ขณะที่ อิหร่านยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อย่างท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ถูกโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้ต้องระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก
เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะเดียวกัน การโจมตีแหล่งน้ำมัน Majnoon ของอิหร่านส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิรักลดลงราว 70% จากเดือนก่อนหน้า เหลือประมาณ 0.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันดิบรัสเซียที่อยู่ระหว่างการขนส่งและติดค้างจากมาตรการคว่ำบาตรได้เป็นการชั่วคราว โดยครอบคลุมเฉพาะน้ำมันที่อยู่บนเรือแล้ว
นอกจากนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่าน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 6.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 449.3 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ





