IEA เตือนสงครามอิหร่านรอบนี้ก่อวิกฤติพลังงานโลกครั้งใหญ่ เทียบเท่า 'วิกฤติน้ำมันยุค 1970' และ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' รวมกัน
ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกจากการโจมตีอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ "ไม่ได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง" จากบรรดาผู้นำโลกในช่วงแรก
ในมุมมองการประเมินของ IEA วิกฤติพลังงานโลกรอบนี้มีความรุนแรงเทียบเท่ากับ "วิกฤติพลังงานใหญ่ 2 ครั้งรวมกัน" คือ
วิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 หลังสงครามยมคิปปูร์ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2022
ส่วนผลกระทบในครั้งนี้อาจรุนแรงมากขึ้นอีก จากการหยุดชะงักของ “เส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนอกจากจะเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกแล้ว ยังรวมถึงสินค้าในกลุ่มปิโตรเคมี ปุ๋ย กำมะถัน และฮีเลียม
ผอ. IEA กล่าวต่อสมาคมผู้สื่อข่าวออสเตรเลียในกรุงแคนเบอร์ราวันนี้ (23 มี.ค.) ว่า ในช่วงแรกบรรดาผู้นำโลกยังไม่เข้าใจ "เชิงลึก" ถึงปัญหาในตลาดพลังงานโลกที่เกิดจากการที่สหรัฐและอิสราเอลเข้าโจมตีอิหร่าน ซึ่งรวมถึงผลกระทบเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เขาต้องออกมาเรียกร้องมาตรการระบายน้ำมันสำรองครั้งประวัติศาสตร์ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และ IEA ยังเสนอให้ใช้มาตรการฝั่งอุปสงค์ควบคู่กัน เช่น เพิ่มการทำงานจากที่บ้าน ลดความเร็วบนทางหลวงชั่วคราว และลดการเดินทางทางอากาศ
โครงสร้างพลังงานถูกถล่มยับกว่า 40 แห่ง
ผอ. IEA เตือนว่า มีโครงสร้างด้านพลังงานอย่างน้อย 40 แห่งในภูมิภาคอ่าว ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงหรือรุนแรงหนักมาก ดังนั้น "แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลง แต่อุปทานพลังงานก็จะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันที"
หากเทียบวิกฤติช่วงทศวรรษ 1970 (ปี 1973 และ 1979) มีน้ำมันหายไปจากตลาดประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สงครามรัสเซียในปี 2022 ทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไปจากตลาดโลกประมาณ 7.5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
แต่ในวิกฤติปัจจุบัน ซึ่งเริ่มจากการโจมตีในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และยังไม่จบลง มีน้ำมันหายไปแล้วถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซประมาณ 1.4 แสนล้านลูกบาศก์เมตร
“วิกฤติครั้งนี้ ณ ขณะนี้ คือการรวมกันของวิกฤติน้ำมันสองครั้งและวิกฤติก๊าซหนึ่งครั้ง” บิรอลกล่าว
แม้ตลาดน้ำมันโลกจะมีอุปทานส่วนเกินในช่วงต้นปี 2026 แต่การโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก ได้ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนและความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลาอิหร่าน "48 ชั่วโมง" ในการเปิดช่องแคบเพื่อการเดินเรืออีกครั้ง โดยเตือนว่าจะทำลายโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากยังไม่ยอมดำเนินการ ซึ่งเส้นตายดังกล่าวจะสิ้นสุดในช่วงดึกของวันจันทร์ 23.44 น. ตามเวลา GMT หรือประมาณ 07.44 น. วันอังคารที่ 24 มี.ค. ตามเวลาในไทย
บิรอลกล่าวด้วยว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดช่องแคบ และทางออกที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของปัญหานี้ "ต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ”
ประชุมถกระบายน้ำมันสำรองเพิ่ม
ผอ.IEA กล่าวด้วยว่า กำลังหารือกับบรรดาผู้นำในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการ "ระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเติม" โดยระบุว่าการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งแรก 4 แสนบาร์เรล คิดเป็นเพียง 20% ของสต๊อกน้ำมัสำรองทั้งหมด
“หากจำเป็น เราสามารถปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม ทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน” บิรอลกล่าว “การระบายสต๊อกจะช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดได้ แต่ยังไม่ใช่ทางออก โดยช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจเท่านั้น”
ผอ. IEA ยังปฏิเสธที่จะระบุ "เงื่อนไข" ที่จะกระตุ้นให้สมาชิก 32 ประเทศมีการปล่อยน้ำมันในสต็อกเพิ่มเติม โดยกล่าวเพียงว่าจะพิจารณาจากสถานการณ์ วิเคราะห์ตลาด และหารือกับประเทศสมาชิกก่อน
เมื่อถูกถามว่าการที่ประเทศต่างๆ หันไปปกป้องสต๊อกเชื้อเพลิงของตนเองจะเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่ บิรอลกล่าวว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศแถบ "เอเชีย" ขณะที่ยุโรปเริ่มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอุปทานดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยาน แต่การเพิ่มการผลิตน้ำมันใน "แคนาดาและเม็กซิโก" จะช่วยบรรเทาได้
“ผมคิดว่าไม่มีประเทศใดจะรอดพ้นจากผลกระทบของวิกฤตินี้ หากสถานการณ์ยังดำเนินไปในทิศทางนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับโลก” ผอ.IEA กล่าว





