เมื่อ ‘เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก’ อย่างช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ‘เอเชีย’ จึงต้องเร่งหาทางรอดด้วยการหันไปกว้านซื้อน้ำมันจาก ‘สหรัฐ’ ในระดับสูงสุดรอบ 3 ปี ดันปริมาณพุ่งแตะ 60 ล้านบาร์เรลในเดือนเดียว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ซื้อในเอเชีย กำลังกว้านซื้อ "น้ำมันสหรัฐ" มากที่สุดในรอบ 3 ปี หลังวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การเข้าซื้อจำนวนมากทำให้ปริมาณน้ำมันสหรัฐที่มุ่งหน้าสู่เอเชียเพื่อบรรทุกในเดือนเมษายน พุ่งขึ้นสู่ระดับ “ประมาณ 60 ล้านบาร์เรล” ตามข้อมูลจากเทรดเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับดีล (ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ) โดยถือเป็นระดับสูงสุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ตามข้อมูลของ Kpler และ Vortexa
จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียสูง ทำให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิต และจีนถึงขั้นสั่งห้ามส่งออกเชื้อเพลิง
ในอีกด้านหนึ่ง “ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐ” ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก กลายเป็น “ผู้ได้ประโยชน์” จากความต้องการที่พุ่ง และราคาที่ปรับสูงขึ้น แม้ว่าน้ำมันและเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นจะเป็นภาระต่อผู้บริโภคก็ตาม
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันดิบจากสหรัฐที่ต้องขนส่งมีจำนวนมากจนเทรดเดอร์ต้องหันไปใช้เรือขนาดเล็กอย่าง Aframax แทนเรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ (VLCC) ที่สามารถบรรทุกได้ราว 2 ล้านบาร์เรล สำหรับเส้นทางไปเอเชีย
เทรดเดอร์ ระบุว่า ประมาณสองในสามของปริมาณราว 60 ล้านบาร์เรลในเดือนนี้ จะถูกบรรทุกด้วยเรือ VLCC ส่วนที่เหลือจะใช้เรือขนาดเล็ก เช่น Aframax และ Suezmax ผู้ซื้อหลัก ได้แก่ โรงกลั่นในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และไทย
โดยปกติแล้ว สหรัฐส่งออกน้ำมันประมาณ 110 ล้านบาร์เรลต่อเดือน ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งไปยุโรป และมากกว่าหนึ่งในสามไปเอเชีย ตามข้อมูลของ Kpler และ Vortexa
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





