การพุ่งเป้าโจมตี 'โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน' ในตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 10% ไปทะลุ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้แตะจุดสูงสุดหลังสงครามเมื่อต้นเดือนนี้ ตลาดหวั่นลุกลามเป็น 'วิกฤติอุปทาน' เต็มรูปแบบ
ราคาน้ำมันโลก และ ราคาก๊าซ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงบ่ายวันนี้ (19 มี.ค.69) หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญทั่วตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลก
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้นมากกว่า 10% ไปแตะระดับสูงสุดที่ 119.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างการซื้อขาย ซึ่งใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่งที่ทำไว้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.69 ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 114.77 ดอลลาร์ เมื่อเวลา 17.26 น.
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐ ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 96.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 ดอลลาร์ ไปแตะระดับ 100.02 ดอลลาร์ โดย WTI ซื้อขายที่ส่วนต่างราคาต่ำกว่าเบรนต์กว้างที่สุดในรอบ 11 ปี
ราคาก๊าซธรรมชาติก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยสัญญาส่งมอบงวดใกล้ที่สุดที่ศูนย์ซื้อขาย TTF ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของยุโรป พุ่งขึ้นเกือบ 30% สู่ระดับ 70.8 ยูโร (81.2 ดอลลาร์) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง
ราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐ ล่าสุดปรับขึ้น 4.4% อยู่ที่ 3.2 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
ราคาน้ำมันเบนซิน RBOB สัญญาเดือนเม.ย. ในตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 4.3% ไปแตะ 3.23 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี
ทั้งนี้ หลังจากที่อิสราเอลเข้าโจมตีโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติในแหล่ง "เซาท์ พาส์" (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดในอิหร่านไปเมื่อวานนี้ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง ทั้งในกาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อาทิ โรงงาน Ras Laffan ซึ่งเป็นโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ใหญ่ที่สุดในกาตาร์
กาตาร์เปิดเผยว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน “สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง” ต่อเมืองอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ซึ่งเป็นศูนย์ส่งออกแอลเอ็นจีใหญ่ที่สุดในโลก หน่วยฉุกเฉินถูกส่งเข้าไปควบคุมเพลิงไหม้ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่กระทรวงมหาดไทย กาตาร์ยืนยันว่าสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว
กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “การยกระดับที่อันตราย” และเป็น “การละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน” พร้อมเตือนว่าอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมยืนยันสิทธิในการตอบโต้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ก่อนหน้านี้ กาตาร์ได้ระงับการผลิตแอลเอ็นจีมาตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.69 หลังถูกโจมตีด้วยโดรนที่ราส ลัฟฟาน และเมืองอุตสาหกรรมเมไซอีด โดยกาตาร์เป็นผู้ส่งออกแอลเอ็นจีรายใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ คิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออกทั่วโลกตามข้อมูลของบริษัทเคปเลอร์
การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางที่ถูกยกระดับ เสี่ยงทำให้ภาวะช็อกด้านอุปทานจากสงครามอิหร่านรุนแรงยิ่งขึ้น ขณะที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับราว 20% ของอุปทานโลก ถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด
ทอม โคลซา ที่ปรึกษาด้านพลังงานอาวุโสของบริษัทกัลฟ์ ออยล์ เตือนว่า ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะ “คาดการณ์อะไรไม่ได้เลย” หากความขัดแย้งลุกลามไป "นอกอ่าวเปอร์เซีย" และเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปหรือสหรัฐ
“ลองนึกภาพดูว่าหากอิหร่านโจมตีโรงกลั่นในรอตเทอร์ดาม หรือโรงงานในสหรัฐ โลกจะตอบสนองอย่างไร นั่นคือจุดที่สถานการณ์จะหลุดการควบคุม และราคาจะพุ่งทะยานอย่างรุนแรง” โคลซา กล่าว
สถานการณ์เช่นนี้จะหมายถึง "การเปลี่ยนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จำกัดวง ไปสู่ภาวะช็อกด้านอุปทานระดับโลก ซึ่งจะทำให้แบบจำลองราคา และสมมติฐานความเสี่ยงเดิม ใช้ไม่ได้อีกต่อไป"
“ตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนจากปัญหา 'ห่วงโซ่อุปทาน' ไปสู่ปัญหา 'อุปทานโดยตรง' ซึ่งต่างกันอย่างมาก เพราะปัญหาห่วงโซ่อุปทานแก้ได้เร็ว แต่ถ้ากำลังการผลิตถูกกระทบ นั่นคือ การยกระดับของวิกฤติ” แดน พิกเคอริง ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของบริษัท พิกเคอริง เอ็นเนอร์จี พาร์ทเนอร์ส กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





