ดีลการค้าใหม่ ‘สหรัฐ-อินโดนีเซีย’ ได้ประโยชน์ลงตัว เปิดทางเข้าถึงแร่ธาตุ ซื้อพลังงาน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แลกสหรัฐยกเว้นภาษีสินค้าเกษตร พร้อมคานอำนาจจีนอุตสหกรรมแร่
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ข้อตกลงการค้าฉบับล่าสุดระหว่าง สหรัฐ-อินโดนีเซีย ได้เปลี่ยนความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลของอินโดนีเซีย มาตอบโจทย์ความต้องการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ อย่างลงตัว
'อินโดนีเซีย' เปิดทางแร่ธาต ซื้อพลังงาน
ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินโดนีเซียตกลงที่จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากสหรัฐเข้าถึงแหล่ง "แร่ธาตุสำคัญ" ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้มากขึ้น
อินโดนีเซียให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐในอุตสาหกรรมแร่ของประเทศ ตั้งแต่การสำรวจและการทำเหมือง ไปจนถึงการกลั่น การขนส่ง และการส่งออก ในบางกรณี นักลงทุนชาวอเมริกันจะได้รับการปฏิบัติ "ไม่น้อยกว่า" บริษัทในประเทศ
ข้อตกลงระบุว่า จะมีการผ่อนปรน ข้อจำกัดในการส่งออกแร่ธาตุสำคัญไปยังสหรัฐ เพื่อเร่งการพัฒนาภาคแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญของอินโดนีเซียร่วมกับพันธมิตรในสหรัฐ พร้อมคำมั่นว่าจะสร้าง "ความมั่นใจมากขึ้น" ให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสกัดแร่ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต
ขณะเดียวกันอินโดนีเซียจะช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้สหรัฐด้วยการเพิ่มยอดสั่งซื้อน้ำมันดิบและก๊าซ LPG โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดิบ และน้ำมันเบนซิน มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่มีการระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด
อินโดนีเซียตกลงที่จะลดขั้นตอนทางราชการเพื่อให้บริษัทต่างๆ ในประเทศสามารถซื้อผลิตภัณฑ์พลังงานจากสหรัฐได้ง่ายขึ้น
รวมถึงช่วยพัฒนาเส้นทางส่งออกถ่านหิน และที่น่าสนใจคือการร่วมมือกันในโครงการ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต
สหรัฐตอบแทนด้วย ‘สิทธิประโยชน์ภาษี’
ในฝั่งของสหรัฐได้ยื่นข้อเสนอที่จูงใจด้วยการลดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซีย จากเดิมที่เคยขู่ว่าจะเก็บสูงถึง 32% ลดลงเหลือเพียง 19%
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้สินค้าเกษตรหลักของอินโดนีเซีย เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ โกโก้ เครื่องเทศ และยางพารา สามารถส่งเข้าไปขายในตลาดอเมริกาได้มากขึ้นโดยได้รับยกเว้นภาษี
แม้ว่าข้อตกลงนี้อาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเกี่ยวกับนโยบายภาษีตอบโต้ของโดนัล ทรัมป์ แต่ในภาพรวมถือว่าตอบโจทย์แผนระยะยาวของสหรัฐอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุ การผลักดันการส่งออกพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือ การลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากประเทศจีน
จุดปะทะ ‘จีน-สหรัฐ’
อินโดนีเซียในฐานะผู้ผลิต "นิกเกิล" รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหัวใจสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและระบบพลังงานสะอาด กำลังตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องรับมือสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐ และจีน ซึ่งต่างก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่และเป็นตลาดส่งออกหลักทั้งถ่านหินและนิกเกิลของอินโดนีเซีย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมการแปรรูปแร่ที่สำคัญของอินโดนีเซียถูกครอบงำโดยจีน ซึ่งมีบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินงานหรือให้เงินทุนสนับสนุนโรงถลุงนิกเกลและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง
เควิน จงเจ๋อ หลี่ ( Kevin Zongzhe Li)จากศูนย์วิเคราะห์จีน สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ (Asia Society Policy Institute) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในนิวยอร์ก กล่าวว่า “อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางที่สำคัญอย่างยิ่งในการแข่งขันครั้งนี้ เพราะอินโดนีเซียมีทั้งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และความทะเยอทะยานทางการเมือง”
ในขณะที่ จีนมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า การขยายพลังงานหมุนเวียน และการครองความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่โลก ฝั่ง สหรัฐกลับเดินเกมรุกใน 2 ด้าน พร้อมๆกัน คือการเร่งเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุสำคัญ ควบคู่ไปกับการพยายามผลักดันการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล
ฮาริโย ลิมันเซโต (Haryo Limanseto) จากกระทรวงประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ให้ความเห็นว่า ข้อกำหนดด้านพลังงานในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อ "สร้างความสมดุลให้กับการค้าต่างประเทศ" พร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศไปพร้อมกัน
ด้าน ปุตรา อธิกุณา (Putra Adhiguna) จากสถาบันเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Shift Institute) ในจาการ์ตา วิเคราะห์ว่า ผู้นำอินโดนีเซียกำลังพยายามอย่างหนักที่จะรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกและจีน
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของจีนนั้นเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" เนื่องจากจีนยังคงครองตำแหน่งคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียในปัจจุบัน
อ้างอิง AP





