วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

สหรัฐรบอิหร่านยาวไม่ได้ หากจีน ‘หยุดส่งแร่หายาก’

สหรัฐรบอิหร่านยาวไม่ได้ หากจีน ‘หยุดส่งแร่หายาก’

สงครามสหรัฐ–อิหร่านในวันนี้ อาจไม่ได้ชี้ขาดกันที่ขีปนาวุธหรือกองทัพ หากแต่เป็น ‘เกมของซัพพลายเชน’ ที่จีนถือไพ่เหนือกว่า เมื่อ ‘แร่หายาก’ วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ของอาวุธยุคใหม่ ยังอยู่ในกำมือปักกิ่ง ผู้เชี่ยวชาญชี้ หากสหรัฐขาดแร่ เสี่ยงขาดแคลนชิ้นส่วนอาวุธอย่างรุนแรง

ท่ามกลางสงครามสหรัฐรบอิหร่านที่กำลังปะทุ นี่ไม่ใช่เพียงบททดสอบแสนยานุภาพทางอาวุธเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึง “จุดอ่อนของสหรัฐ” ที่ต้องพึ่งพาซัพพลายเชนจากคู่แข่งสำคัญอย่าง “จีน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “แร่หายาก” (Rare Earths) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ “ขาดไม่ได้” ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง

อาวุธสหรัฐ พึ่งพาจีนมากกว่าที่คิด

ความจริงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ อาวุธขั้นสูงของสหรัฐจำนวนมาก ตั้งแต่ระบบเรดาร์ ไปจนถึงระบบนำวิถีของขีปนาวุธ ล้วนต้องพึ่งพา “แร่หายาก” จากจีน โดยเฉพาะกลุ่มแร่หายากหนักอย่าง Dysprosium และ Terbium

แร่เหล่านี้เป็นหัวใจของแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ระบบนำวิถีอาวุธ ระบบขับเคลื่อนและเซ็นเซอร์ล้ำสมัย แต่ปัญหาคือ แหล่งผลิตหลักของโลกอยู่ที่ “จีน”

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า ช่วงปี 2021-2024 สหรัฐนำเข้าแร่หายากจากจีนสูงถึง 71% ของความต้องการทั้งหมด และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ จีนเป็นผู้จัดหาแร่หายากหนักอย่างเทอร์เบียม (Terbium) “เพียงรายเดียว” ให้กับสหรัฐ โดยยังไม่มีแหล่งทดแทนในระยะใกล้

จุดอ่อนสหรัฐ: สงครามที่มีเส้นตาย

เหล่านักวิเคราะห์มองว่า การต้องพึ่งพานี้ ทำให้จีนมีศักยภาพในการ “กำหนดระยะเวลาและต้นทุน” ของการโจมตีอิหร่านของสหรัฐได้

แหล่งข่าวให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ โดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นว่า สหรัฐมีสต๊อกแร่หายากเพียง “2 เดือน” เท่านั้น และประเด็นนี้จะกลายเป็น “หัวใจของการเจรจา” เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า ฝั่งปักกิ่งดูเหมือนจะ “ไม่รีบร้อน” ในการทำข้อตกลงเท่ากับสหรัฐ
นี่หมายความว่า แม้กองทัพสหรัฐจะยังสามารถปฏิบัติการโจมตีได้ แต่ความสามารถในการ “สู้ศึกระยะยาว” จะถูกจำกัดโดยทรัพยากร ไม่ใช่กำลังรบ

มารินา จาง รองศาสตราจารย์จากสถาบัน Australia-China Relations Institute แห่ง University of Technology Sydney ระบุว่า การที่สหรัฐต้องพึ่งพาแร่หายากจากจีน ทำให้ปักกิ่งมี “อำนาจต่อรองทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อทั้ง “ระยะเวลา” และ “ต้นทุน” ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

มารินา จางเสริมต่อว่า หากจีนตัดสินใจคุมเข้มการส่งออกแร่ สหรัฐจะเผชิญกับ “ภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนอาวุธอย่างรุนแรง” และอาจเหลือทรัพยากรสำหรับการสู้รบระยะสั้นเท่านั้น จากคลังสำรองที่มีอยู่ ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ “ต้นทุนสงคราม” พุ่งสูงขึ้นทันที

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ไม่เปิดเผยชื่อ รายงานว่า เพนตากอนใช้กระสุนและยุทโธปกรณ์มากถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 แสนล้านบาท) ภายในเพียง 2 วันแรกเท่านั้นของการโจมตีอิหร่าน จุดความกังวลว่า กองทัพสหรัฐกำลังใช้คลังอาวุธขั้นสูงที่มีอยู่จำกัด “รวดเร็วเกินไป”

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า คลังขีปนาวุธที่มีอยู่ อาจเพียงพอสำหรับการทำสงครามต่อเนื่อง 3-6 เดือน แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “การเติมคลังอาวุธ” 

“แม้จะสามารถทำได้ แต่จะเป็นกระบวนการที่ยากและซับซ้อน และอาจใช้เวลานานกว่ามาก หากไม่มีแร่จากจีน” อแมนดา แวน ไดค์ ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยอุตสาหกรรม Critical Minerals Hub กล่าว

เรื่องที่น่ากังวลคือ ตัวแปรสงครามจบเร็ว หรือยืดเยื้อ “ไม่ได้อยู่ที่สหรัฐฝ่ายเดียว” แต่คือ หากอิหร่านเลือกไม่ยอมแพ้ และ “ทำสงครามระยะยาว” กับสหรัฐแทน อย่างการส่งโดรนราคาย่อมเยาก่อกวนฐานทัพสหรัฐ การใช้สปีดโบ๊ตโจมตีแบบฉาบฉวย การยิงมิสไซล์ใส่เรือ หรือแม้แต่การวางทุ่นระเบิดทางทะเล (Limpet Mine) ติดกับผิวเรือโดยนักประดาน้ำ ซึ่งแม้แต่ทหารคนเดียวก็ทำได้ โดยเฉพาะกับเรือบรรทุกน้ำมันที่เป็นเป้าใหญ่และเคลื่อนที่ช้า 

สหรัฐรบอิหร่านยาวไม่ได้ หากจีน ‘หยุดส่งแร่หายาก’

- การโจมตีเรือพาณิชย์ แค่ ‘ก่อกวน’ ไม่ต้องยิงให้จม ก็ทำให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วนได้แล้ว (ภาพ: ISNA) -

ปัญหาไม่ใช่ ‘ไม่มีแร่’ แต่คือ ‘ไม่มีระบบ’ 

ที่ผ่านมา สหรัฐพยายามลดการพึ่งพาแร่จากจีนอย่างจริงจัง โดยสร้างข้อตกลงร่วมมือด้านแร่กับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย ไทย ฯลฯ

บนกระดาษ ดูเหมือนว่าสหรัฐ “มีทางเลือก” แต่ในความเป็นจริง คำถามสำคัญไม่ใช่ว่ามีแร่จากที่อื่นหรือไม่ แต่คือ “สามารถนำมาใช้ได้ทันทีหรือไม่” ซึ่งคำตอบคือ “แทบไม่ได้”

เหตุผลเพราะแร่หายากไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป แต่เป็น “ระบบอุตสาหกรรมทั้งเส้น” ที่ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1.การทำเหมือง 2.การแยกและกลั่นแร่ 3.การแปรรูปเป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม โดยจีนคือประเทศที่ครองขั้นตอนที่ 2 และ 3 มากกว่า 80% ของโลก ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมแร่หายากระดับโลก (Rare Earth Industry Association)

ดังนั้น แม้สหรัฐจะสามารถนำเข้าแร่จากออสเตรเลียหรือประเทศอื่นได้ แต่หากไม่มีโรงแยกแร่และโรงผลิตแม่เหล็กเพียงพอ แร่เหล่านั้นก็ยัง “ใช้ไม่ได้” นี่คือคอขวดสำคัญที่ทำให้สหรัฐไม่สามารถ “สลับซัพพลาย” จากจีนได้ทันที

โครงการสร้างโรงแยกแร่ในสหรัฐ ยังคงอยู่ระหว่างพัฒนา และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3–5 ปี จึงจะเริ่มเห็นผล 

ขณะที่การสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่แบบครบวงจรและเป็นอิสระจากจีน อาจต้องใช้เวลานานถึง “10 ปีขึ้นไป” ตามความเห็นของสจวร์ต ออร์ คณบดีบริหารสถาบัน Melbourne Institute of Technology แห่งออสเตรเลีย

นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของโลกยุคใหม่ สงครามต้องการแร่อย่างเร่งด่วน แต่การสร้างซัพพลายเชน ใช้เวลา “หลายปี”

นั่นหมายความว่า “ความสามารถในการทำศึกระยะยาว” ของสหรัฐ อาจถูกกำหนดโดยห่วงโซ่อุปทานของจีนมากกว่ากำลังทหารสหรัฐ

จีนไม่จำเป็นต้องรีบเจรจากับทรัมป์

ในเกมนี้ ฝั่งที่ “ไม่รีบ” กลับเป็นจีน ขณะที่สหรัฐต้องการความมั่นคงด้านซัพพลาย จีนกลับมีเครื่องมือกดดันอยู่ในมือ

การที่จีนมีอาวุธควบคุมส่งออกแร่หายาก โดยเฉพาะหลังสงครามภาษี ยิ่งทำให้สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่เป็น “อำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์”

แหล่งข่าวเปิดเผยกับเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า ประเด็นแร่หายาก มีแนวโน้มจะเป็น “วาระสำคัญอันดับต้น” ในการประชุมระหว่างทรัมป์ กับสี จิ้นผิง

เจ้า หมิงเฮ้า ศาสตราจารย์จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัย Fudan University ระบุว่า วอชิงตันมีแนวโน้มจะขอ “หลักประกันเพิ่มเติม” จากปักกิ่ง เพื่อให้มั่นใจถึงการจัดหาแร่หายากให้กับบริษัทอเมริกันอย่างมีเสถียรภาพ

ขณะที่จีนเอง จะใช้ประเด็นแร่หายากเป็น “เครื่องมือกดดัน” เพื่อให้สหรัฐยอม “ผ่อนปรน” ภาษีนำเข้า และมาตรการควบคุมการส่งออกชิป AI

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจสะท้อนว่า มหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ถูกตัดสินจากขนาดกองทัพ หรือความล้ำสมัยของอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า “ใครควบคุมห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ” ได้มากกว่า
 

อ้างอิง: scmprareearthreutersrffscmp(2)