วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

จับตา 21 แบงก์ชาติทั่วโลกประชุมสัปดาห์นี้ ส่องทิศทางดอกเบี้ย-เงินเฟ้อรอบใหม่

จับตา 21 แบงก์ชาติทั่วโลกประชุมสัปดาห์นี้ ส่องทิศทางดอกเบี้ย-เงินเฟ้อรอบใหม่

จับตาทิศทางเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ในการประชุมธนาคารกลาง 21 แห่งทั่วโลกในสัปดาห์นี้ จะมีสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางชั้นนำราว 21 แห่งทั่วโลก จะมีการประชุมขึ้นในสัปดาห์นี้ และกำลังเป็นที่จับตามองการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายการเงินหลังจากนี้ ท่ามกลางความเสี่ยง "เงินเฟ้อ" ระลอกใหม่จากสงครามในอิหร่าน ทำให้เพิ่มความเป็นไปได้ที่แบงก์ชาติทั่วโลกอาจต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือในบางกรณีอาจต้องพิจารณา "ขึ้นดอกเบี้ย" แทน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนโยบายจะยังไม่เกิดขึ้นในทันที "ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี)" ต่างเป็นที่คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน ระหว่างการประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นจะส่งผ่านไปสู่ดัชนีราคาผู้บริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเพียงใด

สำหรับธนาคารกลางอีก 18 แห่งที่กำลังจะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งดูแลเศรษฐกิจราวสองในสามของเศรษฐกิจโลก เป็นที่คาดว่าสัญญาณจากพวกเขาจะออกมาในแนวทาง "ระมัดระวังมากขึ้น" เมื่อต้องยอมรับความเสี่ยงของผลกระทบเงินเฟ้อรอบใหม่

จับตา 21 แบงก์ชาติทั่วโลกประชุมสัปดาห์นี้ ส่องทิศทางดอกเบี้ย-เงินเฟ้อรอบใหม่

ประเด็นที่สำคัญมากก็คือ สงครามจะยืดเยื้อออกไปนานเพียงใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดยังประเมินได้ยาก นักลงทุนที่กังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ต้องเผชิญความผันผวนจากราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนถึงก้าวต่อไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเกิดคำถามว่า "ธนาคารกลางจะตอบสนองต่อแรงกดดันด้านราคารอบใหม่นี้ได้เร็วเพียงใด"

สิ่งที่ชัดเจนคือ ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ซึ่งยังคงต้องรับมือกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ และภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกแยกมากขึ้น กำลังเตรียมพร้อมอย่างไม่เต็มใจที่จะเข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง หากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้น กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือสร้างความปั่นป่วนต่อค่าเงิน

ทอม ออร์ลิก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า “ธนาคารกลางสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ แต่พวกเขาไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้”

“เราคาดว่า พาวเวลล์ (เฟด), ลาการ์ด (อีซีบี) ไบลีย์ (บีโออี) และคนอื่นๆ จะยังคงตรึงดอกเบี้ยเอาไว้ โดยส่งสัญญาณเฝ้าระวัง และหวังว่าสงครามอิหร่านจะจบลงก่อนที่พวกเขาจะต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ยากจะรับมือ”

ผลกระทบจากเงินเฟ้อครั้งก่อนยังคงสดใหม่ เมื่อดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งแตะระดับ "เลขสองหลัก" ในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางประเทศ หลังรัสเซียทำสงครามบุกยูเครนในปี 2022 และทำให้ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์

บลูมเบิร์กระบุว่า "การลดดอกเบี้ย" ยังคงอยู่ในแนวโน้มของธนาคารกลางสหรัฐ แม้จะยังไม่เกิดขึ้นในการประชุมเดือนมี.ค. นี้ เนื่องจากความเสี่ยงเงินเฟ้อจากตะวันออกกลาง "ถูกกลบ" ด้วยสัญญาณอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่เริ่มปรากฏในตลาดแรงงานสหรัฐ

แม้ว่าตลาดเงินจะยังไม่เดิมพันคาดการณ์การลดดอกเบี้ยเต็มที่ในปี 2026 แต่ก็ยังคงเอนเอียงไปทางการผ่อนคลาย ซึ่งทำให้สหรัฐเป็นข้อยกเว้นของแบงก์ชาติในกลุ่มประเทศ G7

เพราะในขณะที่ความไม่พอใจต่อราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นกำลังก่อตัวก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์เองยังคงเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง และถึงขั้นเรียกร้องให้มีการดำเนินการระหว่างการประชุม

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ ยืนยันคาดการณ์เดิมว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในเดือนมิถุนายนและกันยายน โดยระบุว่าอาจมีการเลื่อนขยับออกไปได้ แต่ก็อาจทำให้เฟดต้องดำเนินการแรงขึ้นในภายหลัง

ขณะที่คริสตอฟ บัลซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ กล่าวว่า “ด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการนโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน การลดดอกเบี้ยก็ยังมีแนวโน้มมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย” 

ECB อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในยุโรปแตกต่างออกไป แม้จะมีความเสี่ยงต่อการเติบโต แต่จุดสนใจยังคงอยู่ที่เงินเฟ้อ และความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม แทบจะหายไปแล้ว

การเติบโตในยูโรโซน 21 ประเทศยังคงแข็งแรงกว่าเล็กน้อย และอยู่ในสถานะที่พร้อมรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อได้ดีกว่าครั้งก่อน เจ้าหน้าที่คาดว่าจะตรึงดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดี แม้ว่าบางคนจะส่งสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นในอนาคต

ฟาบิโอ บัลโบนี นักเศรษฐศาสตร์ยูโรโซนอาวุโสของ HSBC กล่าวว่า ประสบการณ์ในปี 2022 “อาจทำให้อีซีบีตระหนักถึงความเสี่ยงที่ความคาดหวังเงินเฟ้อจะหลุดจากการควบคุม และอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหากแรงกดดันจากพลังงานยืดเยื้อ

ขณะที่ตลาดเชื่อว่า อีซีบีจะต้องดำเนินการบางอย่าง โดยคาดว่าจะมีการ "ขึ้นดอกเบี้ย" หนึ่งหรือสองครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในแบบสำรวจนีกเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก มีนักวิเคราะห์เพียง 7% เท่านั้นที่คาดว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ย

อังกฤษเจอทางสองแพร่ง

ส่วนในสหราชอาณาจักร ซึ่งเงินเฟ้อเคยพุ่งเกิน 11% ในปี 2022 ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. เคยอยู่เกือบ 80% ไม่นานก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน แต่ตอนนี้ผู้กำหนดนโยบายคาดว่าจะตรึงดอกเบี้ย และแม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จากหลายแหล่งรวมถึงโกลด์แมน แซคส์ ยังมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี แต่นักลงทุนก็เริ่มเดิมพันความเป็นไปได้ของการ "ขึ้นดอกเบี้ย" แล้ว

เอ็มมา โมริอาร์ตี ผู้จัดการพอร์ตของ CG Asset Management กล่าวว่า แบงก์ชาติอังกฤษกำลังเผชิญตัวอย่างคลาสสิกของปัญหา Stagflation “ในด้านหนึ่งแบงก์ชาติต้องแสดงให้เห็นว่าตอบสนองต่อสถานการณ์ และต้องทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อถูกยึดไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีความเสี่ยงจริงที่การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ปัญหาอุปสงค์ที่อ่อนแอยิ่งแย่ลง” 

'ญี่ปุ่น' มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุด

จับตา 21 แบงก์ชาติทั่วโลกประชุมสัปดาห์นี้ ส่องทิศทางดอกเบี้ย-เงินเฟ้อรอบใหม่

ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยดูจะสูงกว่าใน "ญี่ปุ่น" ซึ่งอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ติดต่อกันสี่ปีแล้ว แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องคาดว่าการประชุมในวันพฤหัสบดีน่าจะตรึงดอกเบี้ยเอาไว้ แต่ยังไม่ตัดทิ้งโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายน โดยญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก โดยมากกว่า 80% ของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าไปยังเอเชีย

นั่นหมายความว่าหากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบทั้งต่อเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

แบบจำลองของนักเศรษฐศาสตร์บลูมเบิร์กประเมินว่า หากช่องแคบถูกปิด 1 เดือน ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งถึง 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากปิด 3 เดือน ราคาสูงสุดอาจแตะ 164 ดอลลาร์

“ช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเหตุการณ์” คาร์สเตน คลูเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ M.M. Warburg & Co กล่าว


ที่มา: Bloomberg