วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

หลังจากที่ยอดขายรถยนต์อีวีชะลอตัวลงทั่วโลก แต่นักวิเคราะห์ตลาดมองว่าราคาน้ำมันที่ระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในสหรัฐ คือจุดเปลี่ยนที่อาจทำให้คนใช้รถเปลี่ยนใจหันไปหารถอีวี

"สหรัฐ" ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่กลับด้านพลิกทิศทางนโยบายรถยนต์โลกครั้งใหญ่ ด้วยการยกเลิกการนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) คืนชีพรถยนต์สันดาปกลับมาอีกครั้ง แม้แต่ฝั่งยุโรปเองก็ยอมผ่อนปรนความเข้มงวดต่อแผนยกเลิกรถยนต์สันดาป เรื่องนี้ทำให้ค่ายรถยนต์ทั่วโลกต้องปรับแผนครั้งใหญ่ ท่ามกลางยอดขายรถอีวีทั่วโลกที่เริ่มชะลอตัวลง

จากข้อมูลของ Benchmark Mineral Intelligence พบว่า "ยอดขายอีวี"ทั่วโลกในเดือน ก.พ. ลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และยังลดลง 11% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. ปีเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม "สงครามอิหร่าน" ในเดือนนี้กำลังเป็นตัวแปรใหม่ที่ปลุกกระแสความสนใจในรถยนต์อีวีกลับขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้รถทั่วโลกต่างเจอปัญหาราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก   

เฉพาะราคาน้ำมันดิบสหรัฐ WTI จากที่เคยปิดต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2025 ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปรียบร้อยแล้ว ส่วนราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มในสหรัฐ ก็ขยับแพงขึ้นเป็นแกลลอนละ 4 ดอลลาร์ไปแล้ว จากราคาไม่ถึง 3 ดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 

บลูมเบิร์กยกตัวอย่าง ไมเคิล พริชิเนลโล ผู้ร่วมก่อตั้ง Manhattan’s Classic Car Club ซึ่งชื่นชอบในรถสปอร์ตและคลาสสิกระดับโลกที่ทั้งหรูและซดน้ำมัน แต่ตอนนี้เขาต้องจำใจมองหา "รถกระบะไฟฟ้า" เพราะค่าน้ำมันของเขาพุ่งขึ้นถึงวันละ 50 ดอลลาร์

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

“ผมขับรถไปกลับวันละ 220 ไมล์ และใช้ Silverado คันใหญ่” เขาอธิบายถึงรถกระบะเชฟโรเล็ตขนาด 3,000 ซีซี “มันเป็นรถที่ยอดเยี่ยมและผมคงไม่มีวันขายทิ้ง แต่ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไรแล้ว”

สงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามมากำลังกระตุ้นความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง หลังจากยอดขายชะลอตัวมาหลายเดือน ข้อมูลจาก BloombergNEF ระบุว่า เฉพาะสัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว ผู้ขับขี่ในสหรัฐต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 1.65 พันล้านดอลลาร์ (ราว 5.36 หมื่นล้านบาท) จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ที่ยังลังเลเรื่องอีวีเริ่มหันมาพิจารณารถไฟฟ้ากันเป็นครั้งแรก หรือเริ่มคำนวณต้นทุนระยะทางของ "รถไฮบริด" รุ่นใหม่ๆ กันมากขึ้น

สตีเวน เซเกลกา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Ignition Dealer Services ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาให้กับดีลเลอร์รถยนต์ กล่าวว่า ราคาน้ำมัน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นจุดที่จะทำให้ผู้ซื้อรถเริ่มหันไปหารถไฟฟ้ากันเป็นวงกว้าง

“แต่สุดท้ายแล้วมันจะกลับไปสู่คำถามว่า อีวีคือคำตอบ หรือจริงๆ แล้วเป็นรถไฮบริดต่างหาก” เซเกลกากล่าว “มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง”

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

ด้าน CarEdge ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วยผู้ซื้อรถต่อรองราคากับดีลเลอร์ เปิดเผยว่า ปริมาณการค้นหารถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 20% ในสัปดาห์หลังการโจมตีอิหร่าน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า นำโดรถอีวียอดนิยม เช่น Tesla Model Y และ Chevrolet Equinox ที่มีปริมาณการเข้าชมเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

นับตั้งแต่การโจมตอิหร่านระลอกแรกเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐเพิ่มขึ้น 20% ไปอยู่ที่ 4.29 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาเกือบ 3 ปีแล้ว สำหรับผู้ขับขี่ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ย นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นราว 31 ดอลลาร์ต่อเดือน และจะสูงกว่านี้หากเป็นผู้ใช้รถยนต์ รถเอสยูวี โดยมีชาวอเมริกันราว 50 ล้านคนที่ขับรถกระบะ และอีกประมาณ 10 ล้านครัวเรือนที่มีรถเอสยูวีขนาดใหญ่

ผู้ที่เริ่มสนใจอีวีมีตัวเลือกมากมาย อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่มีสต็อกรถยนต์อยู่มาก

หลังมาตรการจูงใจจากรัฐบาลกลางในการซื้อรถที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์ต่อคัน หมดอายุลงเมื่อเดือนก.ย. 2025 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าก็ร่วงลง 36% ในไตรมาสล่าสุดเมื่อเทียบปีก่อน แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มลดกำลังการผลิตอีวี และตัดบางรุ่นออกไปในแผนอนาคต แต่สต๊อกรถยนต์อีวีและกระบะอีวียังคงสูงเกือบสองเท่าของรถเครื่องยนต์สันดาป

ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ในช่วงประมาณ 5 ปีที่รถอีวีเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ราคาน้ำมันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างทรงตัว มีเพียงแค่ช่วงฤดูร้อนปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน ซึ่งราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 5.36 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ครั้งนั้นทำให้ยอดขายรถอีวีเพิ่มขึ้นถึง 66% ในปีนั้น แม้รัฐบาลจะยังไม่ได้ออกสิทธิประโยชน์การซื้อรถอีวีก็ตาม

ผลสำรวจของ Carvana ผู้จำหน่ายรถมือสองทางออนไลน์เป็นหลักพบว่า แม้หลังจากราคาน้ำมันจะลดลงไปมากแล้วในตอนนั้น แต่ผู้ซื้อรถยังระบุว่า "การประหยัดค่าน้ำมัน" เป็นแรงจูงใจอันดับหนึ่งในการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

อีเลน บัคเบิร์ก นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของค่ายรถยนต์เจนนัลรัล มอเตอร์ส (GM) กล่าวว่า ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง อาจมีความสำคัญมากกว่าการพุ่งขึ้นในช่วงแรก ในเวลานี้ ราคาน้ำมันที่แพงน่าจะมีผลต่อคนที่กำลังมองหารถใหม่อยู่แล้ว 

"แต่หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือนหรือมากกว่านั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้วางแผนซื้อรถใหม่ก็อาจเริ่มสนใจอีวีขึ้นมา" บัคเบิร์กกล่าวและระบุว่า “ความผันผวนของราคาน้ำมันครั้งใหญ่เป็นครั้งที่สองในช่วงไม่ถึง 5 ปี อาจทำให้ผู้บริโภคไวต่อเรื่องนี้มากขึ้น”

ค่าไฟก็แพงขึ้น แต่ยังไม่เท่าน้ำมัน 

แน่นอนว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นก็ทำให้ "ค่าไฟ" ปรับตัวแพงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มากเมื่อเทียบกับค่าน้ำมัน ค่าไฟในสหรัฐส่วนใหญ่เป็นต้นทุนด้านระบบส่งไฟฟ้าและการบริการลูกค้า มีเพียงประมาณ 25 - 33% เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเชื้อเพลิง และเมื่อสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของต้นทุนเชื้อเพลิงดังกล่าว

รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปใช้ไฟฟ้าประมาณ 7.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงในการวิ่ง 25 ไมล์ ปัจจุบันหากชาร์จไฟจากไฟฟ้าในครัวเรือน ค่าไฟสำหรับระยะทางดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.30 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่าน้ำมันเบนซินหนึ่งแกลลอนมาก ในบางรัฐ ค่าไฟอาจสูงกว่านั้นเป็นสองเท่าหรือมากกว่า แต่ก็มักเป็นพื้นที่ที่ราคาน้ำมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน

อิเทย์ มิคาเอลี นักวิเคราะห์จากธนาคารเพื่อการลงทุน TD Cowen กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมัน อาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปใช้รถไฟฟ้า มากกว่าแค่ราคาพุ่งขึ้นเพียงครั้งเดียว 

“คุณอาจปรับตัวกับราคาที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง” มิคาเอลีกล่าว “แต่ถ้าราคาน้ำมันอยู่ที่ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แล้วมันจะขึ้นไปถึง 6 ดอลลาร์หรือไม่ คุณไม่มีทางรู้”

มิคาเอลีเชื่อว่าสหรัฐกำลังอยู่ในจุดที่จะเห็นยอดขายอีวีพุ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ "ครัวเรือนที่มีรถยนต์สองคันขึ้นไป" เริ่มตัดสินใจว่าอย่างน้อยรถหนึ่งคันในบ้านต้องไม่ใช่รถน้ำมัน และเขาคาดการณ์ว่าในสัปดาห์นี้อาจได้เห็นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นระดับหลายล้านคันแทบจะในทันที

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง จุดกระแสความสนใจ 'รถยนต์อีวี' อีกครั้ง

“สิ่งที่หายไปจากการพูดถึงในสหรัฐก็คือ ครัวเรือนซึ่งมีเงินพอที่จะมีรถยนต์สองคัน" มิคาเอลีกล่าว “ถ้าคุณมีทั้งอีวีและรถสันดาป คุณก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปใช้วิถีอีวีอย่างเต็มตัว มันคือทางสายกลางที่ยังไม่มีใครพูดถึงมากนัก”

ขณะที่บัคเบิร์กกล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์น่าจะกำลังประเมินแผนเพิ่มกะการผลิตในสายประกอบอีวี และขยายอายุการผลิตของรถอีวีบางรุ่นที่เดิมวางแผนจะเลิกผลิต หากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง พวกเขาอาจต้องทบทวนแผนและเริ่มอนุมัติรถอีวีรุ่นใหม่ๆ

“พวกเขากำลังคำนวณตัวเลขกันอยู่แล้ว” บัคเบิร์กกล่าว “แต่พวกเขาก็กำลังคิดด้วยว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้นไปนานแค่ไหน”

 

ที่มา: Bloomberg