สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ 'พายุ 3 ลูก' น้ำมันพุ่ง-ปิดน่านฟ้า-ต้นทุนเพิ่ม ดันค่าตั๋วแพง จนเป็น ‘วิกฤติการบินโลก’ จ่อเสียหายพันล้านดอลลาร์ สู่จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมครั้งใหญ่
สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน กำลังขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง การโจมตีทางอากาศจนค้องปิดน่านฟ้า ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์จนเกิด “วิกฤติการบินโลก” รุนแรงที่สุดครั้งนึงนับตั้งแต่การระบาดโควิด-19
สถานการณ์นี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเส้นทาง การหยุดบิน การปิดสนามบิน และราคาเที่ยวบินที่สูงขึ้น ซึ่งกำลังเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของอุตสาหกรรมการบินโลก
สงครามกระทบ ‘ธุรกิจการบิน’
น้ำมันเชื้อเพลิงคือหัวใจสำคัญของธุรกิจการบิน ค่าน้ำมันคิดเป็นต้นทุนหลักถึง 25% - 35% ของการดำเนินงานทั้งหมด เพียงแค่ราคาขยับขึ้นนิดเดียว กำไรของสายการบินก็อาจหายไปมหาศาล
ล่าสุดที่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและฐานทัพสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียรุนแรงขึ้น ยิ่งทำให้ทั่วโลกกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำมัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์ต่างเตือนว่า หากความไม่สงบยืดเยื้อราคาน้ำมันเครื่องบินอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายการบิน
เว็บไซต์ดิสคัฟเวอรีอะเลิร์ตรายงานว่า ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด สายการบินขนาดกลางที่ใช้น้ำมันเฉลี่ย 5,000 บาร์เรลต่อวัน จะต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาลประมาณ 700,000 ถึง 1,050,000 ดอลลาร์ต่อวัน หรือราว 25-38 ล้านบาทต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับปกติ
หากสถานการณ์นี้ลากยาวตลอดทั้งปี ต้นทุนสะสมเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวจะสูงถึง 255 - 384 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,000 - 13,000 ล้านบาท
เว็บไซต์ยูโรนิวส์รายงานว่า การปิดน่านฟ้าและความเสี่ยงภัยสงครามทำให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบินและการระงับเส้นทาง
ด้าน Air New Zealand ลดเที่ยวบินลง 5% หรือยกเลิกประมาณ 1,100 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารกว่า 44,000 คน ตั้งแต่ 16 มี.ค. - 3 พ.ค. ส่วน สายการบิน Finnair ยกเลิกบินไปโดฮาและดูไบถึง 29 มี.ค. และเลี่ยงน่านฟ้าอิรัก อิหร่าน ซีเรีย และอิสราเอล
ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อมีการปิดน่านฟ้าจนต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน ต้นทุนก็ยิ่งทวีคูณ เพราะการบินอ้อมหมายถึงระยะเวลาที่นานขึ้นและการใช้เชื้อเพลิงที่มากขึ้น รวมถึงความยุ่งยากในการจัดการเที่ยวบิน
สุดท้ายแล้ว ผลกระทบทั้งหมดจะตกมาอยู่ที่ผู้โดยสารซึ่งมีแนวโน้มจะได้เห็นค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เพราะสายการบินจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมายัง “ราคาตั๋ว” โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องบินผ่านหรือแวะพักในศูนย์กลางการบินแถบตะวันออกกลาง
ผลจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่าในเดือนเดียว ทำให้สายการบินหลายแห่งจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนไปยังค่าตั๋วโดยสาร เช่น Cathay Pacific ปรับปรุงค่าธรรมเนียมน้ำมันทุกเส้นทาง เริ่ม 18 มีนาคม เป็นต้นไป
ด้านการบินไทยคาดการณ์ราคาตั๋วเครื่องบินจะพุ่งสูงขึ้น 10% - 15% , Air New Zealand ปรับขึ้นราคาชัดเจนตามระยะทาง โดยเส้นทางระยะไกลปรับขึ้นถึง 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือราว 1,600 บาท
ยักษ์ใหญ่ ME3 เผชิญมรสุมครั้งใหญ่
เว็บไซต์ศูนย์กลางข้อมูลด้านการบิน (The Aviation Hub) ระบุว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตีระลอกแรก น่านฟ้าของในบรรดาสายการบินทั่วโลก ไม่มีใครได้รับผลกระทบหนักเท่ากับกลุ่ม "ME3" ซึ่งเป็น 3 สายการบินยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง ได้แก่ เอมิเรตส์ (Emirates), เอทิฮัด แอร์เวย์ส (Etihad Airways) และกาตาร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways) โดยใช้น่านฟ้าในบริเวณอ่าวเปอร์เซียเป็นหลักในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อเที่ยวบินระยะไกลจำนวนมากผ่านเมืองหลักอย่าง ดูไบ, อาบูดาบี และโดฮา
ประเทศต่าง ๆ อย่างน้อย 10 ประเทศ ถูกสั่งปิดลงบางส่วนหรือทั้งหมด และบังคับให้สายการบินกลุ่ม ME3 จำเป็นต้องยกเลิก เปลี่ยนเส้นทาง หรือเลื่อนเวลาเที่ยวบิน รวมแล้วหลายร้อยเที่ยวอย่างกะทันหัน ซึ่งกระทบต่อโมเดลธุรกิจที่เคยทำกำไรมหาศาลจึงได้รับความเสียหายอย่างหนักทันที
รายงานจากศูนย์กลางการบินระบุว่า เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยุดชะงักเพียงชั่วคราว ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤติทางการเงินที่ซับซ้อนและแก้ไข้ได้ยากจาก 4 ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน คือ เที่ยวบินถูกยกเลิกมหาศาล เนื่องจากงจากสงครามกระทบเส้นทางบินหลักที่เชื่อมระหว่างยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย
ถัดมาคือ ต้นทุนบานปลาย จากการบินอ้อมน่านฟ้าต้องใช้เวลาบินนานขึ้น ซึ่งเผาผลาญน้ำมันมากขึ้น รวมทั้งเกิดปัญหาการจัดการลูกเรือ เนื่องจากน่านฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและคาดเดาไม่ได้ ทำให้การจัดตารางทำงานของนักบินและลูกเรือทำได้ยากลำบาก
ขณะนี้ ผู้โดยสารเริ่มขาดความมั่นใจในการเลือกใช้สายการบินเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางแบบต่อเครื่อง เพราะกลัวความไม่แน่นอน
ทว่าผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลางเท่านั้น เนื่องจากสายการบินเหล่านี้เปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลก เมื่อกิจกรรมการบินซบเซาจึงลามไปทั่วระบบนิเวศการบิน ตั้งแต่นักท่องเที่ยวในยุโรป นักธุรกิจในเอเชีย ไปจนถึงชาวแอฟริกันที่พำนักอยู่ต่างแดน ซึ่งล้วนต้องเผชิญกับค่าโดยสารที่แพงขึ้นและตัวเลือกการเดินทางที่น้อยลง
‘การบินโลก’ แบกความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ
หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกก็ยิ่งฝังรากลึกและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์เลวร้าย ความสูญเสียรวมอาจพุ่งสูงเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงระยะยาวในหลาย 5 มิติ
1. การรื้อระบบเส้นทางบินใหม่
สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับตัวด้วยการหลีกเลี่ยงน่านฟ้าแถบตะวันออกกลางอย่างถาวร ส่งผลให้ต้องบินอ้อม ทั้งใช้เวลาและค่าน้ำมันมหาศาล ซึ่งอาจทำให้จุดแวะพักยอดนิยมในอ่าวเปอร์เซียถูกลดความสำคัญลง และเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนของการจราจรทางอากาศ
2. การย้ายขั้วอำนาจการบิน
เมื่อศูนย์กลางเดิมอย่าง ดูไบ, โดฮา และอาบูดาบี มีข้อจำกัดในการเดินทาง ผู้โดยสารจึงหันไปใช้บริการผ่านเมืองทางเลือกอื่นแทน เช่น อิสตันบูล, สิงคโปร์ หรือหัวเมืองใหญ่ในยุโรป การขยับขยายงบประมาณและฐานลูกค้าไปยังจุดอื่นนี้ อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินไปอีกหลายปี
3. รายได้สนามบินดิ่งเหว
สนามบินทั่วตะวันออกกลางและเอเชียใต้สูญเสียรายได้หลัก ทั้งจากค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร ค่าลงจอด และยอดขายสินค้าปลอดภาษี ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรุงธากาในบังกลาเทศที่เที่ยวบินไปตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปเกือบครึ่ง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคอย่างหนัก
4. การขนส่งชะงัก
ไม่ใช่แค่คนเดินทาง แต่การขนส่งสินค้าก็วิกฤติเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพักเครื่องในแถบอ่าวเปอร์เซีย ความล่าช้าและการขนส่งที่หยุดชะงักผลกระทบไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตั้งแต่ ยาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง
5. ต้นทุนเพิ่ม
สายการบินต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจาก "เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม" ที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับเที่ยวบินที่ต้องเข้าใกล้เขตความขัดแย้ง
‘การเมืองโลก’ เปลี่ยนโฉมการบิน
สงครามขยายวงกว้าง กระทบเที่ยวบินหลายพันเที่ยว และสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบนิเวศการบินในทุกทวีป และต้องปรับตัวแบบนาทีต่อนาทีท่ามกลางสถานการณ์การเมืองโลกที่ไม่แน่นอน
วิกฤตครั้งนี้เกิดจาก "พายุ 3 ลูก" ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน คือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง, เส้นทางบินที่ยาวขึ้น จากการบินอ้อม และค่าประกันภัยความเสี่ยงที่แพงขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนกระทบต่อการทำ “กำไร” และผลกระทบทั้งหมดกำลังถูกส่งต่อมายังผู้โดยสารในรูปแบบของ “ค่าตั๋ว” ที่แพงขึ้น เส้นทางเชื่อมต่อที่น้อยลง และความไม่แน่นอนในการเดินทางที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจได้เห็น "การรื้อโครงสร้างการบินโลก" แบบถาวร แม้สงครามจะจบลงแต่พฤติกรรมการบินอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เช่น การแจ้งเกิดของศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ในภูมิภาคอื่น การเปลี่ยนเส้นทางบินหลักของโลก และการปรับกลยุทธ์การเงินของสายการบินเพื่อรับมือกับความผันผวนในระยะยาว
ดังนั้นตอนนี้ อุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ ระหว่างความต้องการเดินทางเชื่อมต่อกันทั่วโลกที่ยังคงมีสูง กับสถานการณ์การเมืองโลกที่อันตรายและไม่แน่นอน ช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า สายการบินต่าง ๆ จะสามารถปรับตัวได้เร็วพอที่จะประคองตัวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่
อ้างอิง euronews theaviationhub และ discoveryalert





