วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง 40% จุดกระแสนักลงทุนกังวล ภาวะ ‘เงินเฟ้อ‘ หรือ Stagflation เขย่าเศรษฐกิจโลก โจทย์ใหญ่ของเฟด โบรกแนะลงทุนบอนด์ รับมือเศรษฐกิจวูบ

ขณะนี้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังจับตามองว่า ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบในทิศทางใด ระหว่าง "ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น" หรือ "เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว" เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022  ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากสิ้นเดือนกุมพาพันธ์

วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

น้ำมันพุ่ง จุดกระแส Stagflation

แม้ในช่วงแรกตลาดจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เริ่มมีเสียงเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงค้างฟ้าอาจกลายเป็นตัวทำลาย “ความต้องการบริโภค” (Demand Destruction) 

ดาริโอ เพอร์กินส์ จาก TS Lombard ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้วิกฤติราคาน้ำมันจะไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐมักมีจุดเริ่มต้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เสมอ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 1974, 1981, 1990, 2001 และ 2008 ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

เอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Bloomberg วิเคราะห์ใน Markets Live ว่า หากตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลน (Supply Disruption) ได้นั้น ราคาน้ำมันจำเป็นต้องพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงจุดที่ "แพงเกินไป" จนทำให้ความต้องการใช้ลดลง (Demand Destruction) ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและตัวเลขการเติบโตลดลงเท่านั้น

สถานการณ์นี้คือภาพสะท้อนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจในขณะนี้คือ "ปัจจัยใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก" ระหว่างความกังวลว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลง หรือความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้น

จับตาการประชุม 'เฟด'

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมา เฟดพยายามกดเงินเฟ้อให้ลงไปแตะเป้าหมายที่ 2% มานานกว่า 5 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดมัวแต่กังวลเรื่องเงินเฟ้อจนอาจ "มองข้ามความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ" ที่กำลังอ่อนแอลง 

Barclays จึงแนะนำให้รุกเข้าซื้อพันธบัตรหลายประเภท รวมถึงการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเดือน ธันวาคม 2027 เพื่อทำกำไรจากการที่ เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง "แรงกว่าและมากกว่า" ที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

ด้าน เจมส์ เอธีย์ จาก Marlborough Investment Management ได้ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐทันทีหลังจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

เขามองว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกไปเสียทีเดียว 

นอกจากนี้ เอธีย์ยังให้ความเห็นว่าในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เลวร้ายลง ตลาดไม่ควรให้น้ำหนักเพียงแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ควรหันมากังวลเรื่องความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขามองว่าตลาดกำลังประเมินผลกระทบในด้านนี้ต่ำเกินไป

ท่ามกลางการเทขายพันธบัตรในเดือนมีนาคมจนราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย ปรียา มิสรา จาก JPMorgan Asset Management ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะ 10 ปีที่ระดับ 4.25% เพิ่มจาก 3.94% ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีความน่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากภาวะเงินเฟ้อผ่านไป ตลาดจะต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุด

วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Natixis มองว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านการเติบโตต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น จึงแนะนำให้สะสมพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 3.7% เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงที่อาจมาเร็วกว่าคาด

อ้างอิง Bloomberg