เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ชาวนิวซีแลนด์นิยมข้ามทะเลแทสมันไปยังออสเตรเลีย เพื่อหางานรายได้สูงกว่า มีโอกาสมั่งคั่งมากกว่า เพราะดำเนินการได้เร็ว นั่งเครื่องบินแค่สามชั่วโมงและไม่ต้องใช้วีซ่า
สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องหลายปี จนมีมุกตลกเมื่อปลายทศวรรษ 1970 จาก โรเบิร์ต มัลดูน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์สมัยนั้นว่า “เป็นการยกระดับไอคิวเฉลี่ยของทั้งสองประเทศ” แต่เมื่อไม่นานมานี้เริ่มไม่ตลกเมื่อมีคนย้ายออกจากนิวซีแลนด์มากขึ้น รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ชาวกีวีคนดังรายล่าสุดที่ย้ายประเทศ
การย้ายถิ่นออกนอกประเทศกำลังเป็นที่ถกเถียงกันมากก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของนิวซีแลนด์ในเดือน พ.ย. ทั้งในแง่ค่าจ้าง โอกาส และผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว
ความสำคัญของการแห่ย้ายประเทศ
จำนวนชาวนิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลียในปี 2025 ราว 41,000 คน สูงสุดในรอบ 12 ปี ระหว่างปี 2002-2019 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 37,000 คน ก่อนจะลดลงเหลือไม่ถึง 17,000 คนในปี 2021 ตอนปิดพรมแดนป้องกันโควิดระบาด ตัวเลขล่าสุดยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2012 เมื่อชาวนิวซีแลนด์ย้ายไปออสเตรเลียกว่า 55,000 คน
สำนักงานสถิตินิวซีแลนด์ประเมินว่า พลเมืองกว่าครึ่งที่เดินทางออกนอกประเทศมีอายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการไม่ได้แยกปลายทางตามช่วงอายุ แต่ประเทศออสเตรเลียเป็นที่นิยมในหมู่ชาวนิวซีแลนด์รุ่นใหม่ที่ต้องการค่าจ้างที่สูงกว่าและตลาดงานที่ใหญ่กว่ามานานแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การหลั่งไหลออกนอกประเทศไม่ได้มีเพียงคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนทำงานทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเทคโนโลยีและการเงิน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยาบาล และช่างฝีมือ
กระนั้น จำนวนผู้ที่เดินทางออกไปยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประชากร 5.3 ล้านคนของนิวซีแลนด์ ประเทศนี้ยังคงดึงดูดผู้คนเข้ามามากกว่าที่ย้ายออกไป โดยมีจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานสุทธิเพิ่มขึ้น 14,200 คนในปี 2025 อย่างไรก็ตาม นี่เป็นจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานสุทธิรายปีที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 ยกเว้นปี 2021 ที่ต้องปิดพรมแดนเนื่องจากการระบาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อการย้ายถิ่นฐาน
ปัจจัยเบื้องหลังการอพยพ
นับถึงขณะนี้ออสเตรเลียยังคงเป็นปลายทางยอดนิยมสำหรับชาวนิวซีแลนด์ ปัจจัยสำคัญคือค่าจ้างสูงกว่า โอกาสก้าวหน้าในการงานอาชีพมากกว่า ในบรรดาผู้ย้ายถิ่น 67,800 คน ในรอบ 12 เดือน นับถึง มิ.ย.2025 ราว 61% มุ่งหน้าข้ามทะเลแทสมันไปออสเตรเลีย
ค่าจ้างที่แตกต่างนั้นสำคัญอย่างยิ่งค่าจ้างเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในเวลาทำงานปกติของออสเตรเลียอยู่ที่ 2,051 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เทียบกับ 1,681 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ในนิวซีแลนด์ หรือประมาณ 1,425 ดอลลาร์ออสเตรเลียตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ดังนั้น แรงงานในออสเตรเลียจึงมีรายได้สูงกว่าประมาณ 44%
ช่องว่างยังมีมากกว่าเรื่องรายได้ อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวนิวซีแลนด์ในไตรมาสสี่ของปี 2025 อยู่ที่ 13.2% เทียบกับ 9.5% ในออสเตรเลียเมื่อเดือน ธ.ค.ด้วยจำนวนประชากรและเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ามาก
ออสเตรเลียจึงมีโอกาสในการทำงานที่หลากหลายกว่า และในบางกรณีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานก็รวดเร็วกว่าด้วย
รัฐบาลออสเตรเลียตั้งเป้าดึงแรงงานนิวซีแลนด์อย่างแข็งขัน ด้วยการรณรงค์รับสมัครงานในหลายภาคส่วน เช่น เฮลธ์แคร์ การศึกษาประถมวัย งานตำรวจและทัณฑสถาน โดยมักเสนอค่าจ้างสูงและมาตรการจูงใจย้ายถิ่นฐาน
การได้แรงงานนิวซีแลนด์เข้ามาช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะของออสเตรเลียได้ แต่ก็ทำให้บริการจำเป็นหลายอย่างในนิวซีแลนด์ เช่น โรงพยาบาล ขาดแคลนบุคลากร
-
เปรียบเทียบเศรษฐกิจสองประเทศ
เศรษฐกิจออสเตรเลียใหญ่กว่านิวซีแลนด์กว่าหกเท่า วัดจากตัวเลขผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีแรงงานราว 15 ล้านคนใหญ่กว่า 5 เท่า ขนาดและความหลากหลายทางเศรษฐกิจส่งผลให้มีงานให้เลือกหลากหลายมากกว่าและโดยทั่วไปแล้วรับค่าตอบแทนสำหรับผู้ตั้งใจย้ายถิ่นฐานก็สูงขึ้นด้วย
ขณะนี้เศรษฐกิจของสองประเทศกำลังขยายตัว ออสเตรเลียโตแกร่ง 2.6% ในปี 2025 ส่วนนิวซีแลนด์คาดว่าขยายตัวราว 2% แต่ปี 2026 เศรษฐกิจนิวซีแลนด์มีแววสดใสกว่าเดิม ธนาคารกลางน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ พร้อมคาดการณ์เศรษฐกิจเร่งตัวสู่ระดับ 3% ตรงข้ามกับออสเตรเลียที่ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.พ. และเผยเป็นนัยว่าจะขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ ส่อเค้าทำให้จีดีพีโตไม่เกิน 2% ในปีนี้
ตลาดแรงงานนิวซีแลนด์ยังคงอ่อนแอ การว่างงานสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ 5.4% แม้คาดว่าตัวเลขอาจลดลงเมื่อบรรยากาศการทำธุรกิจดีขึ้น ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าใกล้ระดับของออสเตรเลียในเร็วๆ นี้ อัตราว่างงานของออสเตรเลียในเดือน ม.ค.อยู่ที่ 4.1% ไม่เคยสูงกว่า 5% เลยนับตั้งแต่ปี 2021
-
‘แห่ย้ายประเทศ’นัยต่อนิวซีแลนด์
การย้ายถิ่นกลายมาเป็นประเด็นการเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 7 พ.ย. คริส ฮิปกินส์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านนำมาโยงกับค่าครองชีพสูงและโอกาสที่มีจำกัดในนิวซีแลนด์ ในการแถลงนโยบายประจำปีเมื่อเร็วๆ นี้เขากล่าวว่า ทุกๆ สัปดาห์ชาวนิวซีแลนด์อพยพราว 2,000 คน “เพราะอยู่ที่นี่ไม่มีอนาคต”
“คนทำงานรุ่นใหม่ พยาบาล ครู ช่างฝีมือที่ควรจะมาสร้างบ้านที่นี่พวกเขาทุกคนพูดเหมือนกันว่า ‘ฉันรักนิวซีแลนด์ ฉันอยากสร้างครอบครัวที่นี่ แต่อยู่นี่ฉันไม่สามารถก้าวหน้าได้ฉันไม่มีเงินซื้อบ้าน ฉันหางานที่ฝึกฝนมาไม่ได้’ ” ฮิปกินส์กล่าว พร้อมเสริมว่า ชาวนิวซีแลนด์เกือบ 240,000 คนได้ออกจากประเทศไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากเรื่องการเมืองแล้ว ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น การไหลออกอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ ลดจำนวนแรงงานที่มีอยู่ และทำให้กิจกรรมด้านที่อยู่อาศัยซบเซา
การย้ายถิ่นส่งผลต่อออสเตรเลีย
การย้ายเข้ามาทำให้ออสเตรเลียมีกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นในเวลาที่ขาดแคลนพอดี ชาวนิวซีแลนด์มาช่วยเติมเต็มช่องว่างได้อย่างเหมาะสมในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เฮลธ์แคร์ และงานบริการอื่นๆ
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การไหลเวียนของแรงงานข้ามทะเลแทสมานมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ช่วยขยายกำลังแรงงานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีความล่าช้าทางด้านการบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายในการตั้งถิ่นฐานเหมือนโครงการย้ายถิ่นฐานแรงงานฝีมืออื่นๆ และมาตรฐานวิชาชีพที่ใช้ร่วมกันหมายความว่าคุณสมบัติหลายอย่างสามารถโอนย้ายได้ง่าย
ประเด็นเดียวที่มีปัญหาคือที่อยู่อาศัย ผู้มาใหม่เข้ามาเพิ่มความต้องการเช่าบ้าน โดยเฉพาะในซิดนีย์ บริสเบน และเพิร์ธ ที่อัตราบ้านว่างต่ำอยู่แล้วและการสร้างบ้านไม่ทันกับการเติบโตของประชากร ต่อให้ผู้ย้ายถิ่นเข้ามาเพิ่มจำนวนแรงงาน ตลาดบ้านก็ไม่สามารถหาบ้านใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันระยะสั้นต่อราคาและค่าเช่าบ้าน
จากมุมมองด้านการเงิน ผู้อพยพส่วนใหญ่จากนิวซีแลนด์ยังอายุน้อยและมีงานทำ ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วพวกเขาจึงจ่ายภาษีมากกว่าที่รัฐบาลใช้จ่ายไปกับพวกเขาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในช่วงแรกเพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และระบบขนส่งเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการถกเถียงกันว่าบริการสาธารณะจะเติบโตได้เร็วทันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือไม่
อีกหนึ่งข้อกังวลทางการเมืองที่กลับมาอีกครั้งในออสเตรเลียคือ ข้อตกลงระหว่างสองประเทศอนุญาตให้ผู้ย้ายถิ่นจากประเทศที่ 3 ใช้นิวซีแลนด์เป็น “หลังบ้าน” ย้ายเข้าออสเตรเลีย ได้สถานะพลเมืองและเข้าถึงระบบสวัสดิการได้ แม้ข้อมูลชี้ว่า พลเมืองนิวซีแลนด์ที่ย้ายมาอยู่ออสเตรเลียหลายคนเกิดในต่างประเทศ แต่ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ผู้คนย้ายไปนิวซีแลนด์ด้วยเจตนาต้องการหลบเลี่ยงระเบียบเข้าเมืองที่เข้มงวดของออสเตรเลีย





