รู้จักการตลาด ‘การ์ตูนญี่ปุ่น’ มูลค่าตลาด 28,350 ล้านดอลลาร์! การจะจับตลาดนี้ไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยระบบนิเวศ มีไอเดียจากนักเขียน มีความต้องการของผู้บริโภค และที่สำคัญคือ ต้องมีห่วงโซ่อุปทานรองรับ
ถูกใจแฟนการ์ตูน ONE PIECE เมื่อ กทม. ร่วมกับ Netflix แปลงสวนลุมให้เป็นโลกของการ์ตูนมังงะชื่อดัง
หากมองผิวเผิน นี่คือโครงการทางสังคม มุ่งให้คนกทม. มีความสุข แต่หากมองให้ถี่ถ้วน กิจกรรมที่ตอบสนองความชอบเฉพาะกลุ่ม (Niche market) นี้ คือหนึ่งในฟันเฟืองและกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโต จากการส่งออก Soft Power ก่อนที่คำว่า Soft Power จะดังด้วยซ้ำ
การตลาดการ์ตูน หรือ Anime marketing ที่แรกเริ่มตั้งใจเป็นแค่เพียงสื่อสิ่งบันเทิง โดยเริ่มจากนิยาย แล้วจึงพัฒนามาเป็นหนังสือการ์ตูน หนังการ์ตูนในทีวี และภาพยนตร์ในที่สุด คือโมเดลธุรกิจแบบเดิมเมื่อ 20 ปี++ จากนั้นจึงพัฒนาต่อมาเป็นสวนสนุก พิพิธภัณฑ์ แฟนมีต เป็นสินค้าตั้งแต่ดินสอ ยางลบ จนกระทั่งเสื้อผ้า นี่คือโมเดลธุรกิจที่ญี่ปุ่นใช้ ดิสนีย์ใช้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ใช้
28,350 ล้านดอลลาร์ คือขนาดตลาดของ Anime ทั้งโลก และเชื่อว่าตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2033 หากแยกเม็ดเงินทั้งหมดจากตลาด Anime จะพบว่าแค่ 1/4 เท่านั้นที่มาจากการสตรีมมิง หมายความว่า อีก 3 ส่วน หรือกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์นี้มาจากสินค้า หรือกิจกรรมอื่นๆ
Netflix ผู้ให้บริหารสตรีมมิง Anime พวกนี้ก็ได้รายรับมหาศาล เคยมีตัวเลขบันทึกไว้ในปี 2023 ว่า Netflix ได้เงินจากการฉาย Anime เหล่านี้ถึง 2,070 ล้านดอลลาร์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Netflix ถึงมีเงินมากมายมาจัดงานเหล่านี้ทั้งที่สวนลุมตอนนี้ หรืองานที่ถนนทรงวาด ในธีมของหนังซีรีย์ Stranger Things
One Piece โดเรมอน Demon Slayers' ดราก้อนบอล ชื่อการ์ตูนเหล่านี้แทบจะไม่มีความหมายในสังคมส่วนใหญ่ แต่มีความหมายและมีความผูกพันทางใจอย่างยิ่งยวดต่อแฟนคลับ ยกตัวอย่าง One Piece ที่ขณะนี้จัดงานที่สวนลุมนี้ เคยมีบันทึกว่าทั้งปีคนทั่วโลกเปิดดูเรื่องนี้กว่า 479 ล้านชั่วโมง
อีกตัวอย่างในเชิงคุณภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ สถานที่ หรือเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นนั้น มักจะหยิบยืมตัวการ์ตูนเหล่านี้แปลงมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแม่เหล็กดึงดูดทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ เมืองไซตามะมีชินจัง จังหวัดฟุกุชิมะมีโปเกมอน จังหวัดโทยามะบ้านเกิดโดเรมอน โรงแรมในไอสึวากะมัตสึที่ Demon Slayers' ใช้เป็นแรงบันดาลใจวาดฉากในหนัง ทั้งหมดนี้คือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดเม็ดเงินเข้าท้องถิ่น
การจะจับตลาดมูลค่า 3-5 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยระบบนิเวศ (ecosystem) ต้องมีทั้งไอเดียจากนักเขียน ต้องมีความต้องการของผู้บริโภค และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องมีห่วงโซ่อุปทานรองรับ ตั้งแต่กราฟิก ไล่มาจนโรงงานที่ผลิตสินค้าให้ตรงตามแบบ เริ่มต้นตั้งแต่ทรัพยากรมนุษย์ ความชอบส่วนบุคคล มหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนที่บ่มเพาะ และภาครัฐที่สมควรสนับสนุน
เมืองไทย ยังอีกไกลนักกับอุตสาหกรรมนี้ ขนาดประเทศที่เก่งเรื่อง Soft Power อย่างเกาหลีก็ยังห่างไกลกันกับระบบนิเวศที่ญี่ปุ่นมี และก็ใช่ว่านี่คือปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน แต่คือวัฒนธรรมการ์ตูนที่สามารถนับย้อนกลับไปกว่า 50 ปี





